วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(สำหรับนักเรียนม.3)

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

            อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่าอิเล็กตรอน (Electron) ซึ่งเป็นอนุภาพประจุลบที่ไหลในวงจรไฟฟ้า นั่นคือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการไหลของอิเล็กตรอนหรือกระแสไฟฟ้าผ่านชิ้นส่วน โดยที่ทิศทางการไหลของอิเล็กตรอนและกระแสไฟฟ้าจะมีทิศทางในการไหลที่สวนทางกัน และเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่ง เช่น มีขนาดความต่างศักย์ที่เปลี่ยนไป
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

            อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก มีทั้งกลุ่มที่ใช้สารเป็นตัวนำไฟฟ้า ฉนวนไฟฟ้า และกึ่งตัวนำไฟฟ้า


ตัวต้านทานไฟฟ้า
            ตัวต้านทางไฟฟ้า (Resistor) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรว่าจะให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มากหรือน้อย โดยตัวนำไฟฟ้าที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มากมายจะมีความต้านทานไฟฟ้าน้อย ในทางกลับกันถ้ายอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้น้อยก็แสดงว่ามีความต้านไฟฟ้ามาก
ตัวต้านทานสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิดได้ดังนี้
1.)  ตัวต้านทานชนิดค่าคงที่ (Fixed resistor)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่ลดปริมาณกระแสไฟฟ้าในวงจรให้น้อยลง โดยที่ตัวต้านทานนี้จะมีความต้านทานคงที่เลยไม่สามารถปรับเปลี่ยนค่าได้ มีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทรงกระบอกแท่งสี่เหลี่ยม
มีสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร คือ http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/287/1/pic4/electronic/resistor_clip_image001.gif ซึ่งสามารถอ่านค่าความต้านทาน
ได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม ( 
Ω )

แถบสีที่อยู่บนตัวต้านทานโดยส่วนมากจะมี 4 แถบ และมีแถบสีที่ชิดกันอยู่ 3 สี อีกสีหนึ่งจะอยู่ห่างออกไปที่ปลายข้างหนึ่ง การอ่านค่าจะเริ่มจากแถบสีที่อยู่ชิดกันก่อนโดยแถบที่อยู่ด้านนอกสุดให้เป็นแถบสีที่ 1 และสีถัดไปเป็นสีที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ สีแต่ละสีจะมีรหัสประจำแต่ละสี ดังตาราง


สี
แถบสีที่ 1
แถบสีที่ 2
แถบสีที่ 3
แถบสีที่ 4
ค่าตัวแรก
(หลักสิบ)
ค่าตัวแรก
(หลักหน่วย)
ตัวคูณ
% ความ
คลาดเคลื่อน
ดำ
0
0
1
-
น้ำตาล
1
1
10
-
แดง
2
2
100
± 2 %
ส้ม
3
3
1,000
-
เหลือง
4
4
10,000
-
เขียว
5
5
100,000
-
ฟ้า
6
6
1,000,000
-
ม่วง
7
7
10,000,000
-
เทา
8
8
100,000,000
-
ขาว
9
9
1,000,000,000
-
ทอง
-
-
0.1
± 5 %
เงิน
-
-
0.01
± 10 %
ไม่มีสี
-
-
-
± 20 %
http://www.mindmap4u.com/edu/attachment/photo/Mon_1103/1_f6bd1300934734aa112823c43e45c.jpg
2.)  ตัวต้านทานปรับค่าได้ (Variable resistor)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่สามารถปรับค่าความต้านทานให้มากหรือน้อยได้ตามความต้องการ ปัจจุบันได้มีการเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้มาใช้เป็นอุปกรณ์ในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายหลายชนิด เช่นปุ่มความคุมความดัง-เบาของวิทยุ เป็นต้น   ตัวต้านทานปรับค่าได้มีหลายแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
-         แบบหมุนแกน (Potentiometer) หรือที่เรียกกันโดยทั้งไปนั้นคือ volume ส่วนใหญ่พบในเครื่องขยายเสียงทั่วไป

-         แบบทริม (Trimmer) โดยที่ชนิดนี้จะต้องอาศัยไขความมาช่วยในการปรับ เพราะส่วนใหญ่จะใช้กับงานที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าโดยไม่ได้ได้ตั้งตัว เช่น งานอุสาหกรรม


-         แบบแท็ป (Tap) ตัวต้านทานชนิดนี้จะสามารถปรับค่าได้โดยการเลื่อนแท็ปตรงกลาง ส่วนใหญ่เป็นการตั้งค่าครั้งเดียวในการใช้งาน เนื่องจากงานบางประเภทต้องการค่าความต้านทานรวมและอัตราการทนกำลังที่ที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้

3.)  ตัวต้านทานไวความร้อน (Thermistor)
เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ นิยมนำมาให้กับอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเช่น เครื่องเตือนอัคคีภัย ตู้อบอาหาร เป็นต้น

แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
-          ชนิดแปรผันตรงกับอุณหภูมิ (Positive temperature control thermistor : PCT) เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และลดลงเมื่ออุณหภูมิต่ำลง
-         ชนิดแปรผกผันกับอุณหภูมิ (Negative temperature control thermistor : NCT) เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง และลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
4.)  ตัวต้านทานไวแสง (Light Dependent Resistor : LDR)
เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงตามความเข้มของแสงที่มาตกกระทบ ทำจากสารกึ่งตัวนำซึ่งเป็นสารที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ เมื่อแสงตกกระทบจะเกิดการไหลของอิเล็กตรอนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น (โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มของแสงที่มาตกกระทบถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ 


ตัวเก็บประจุ
            ตัวเก็บประจุ (Capacitor) เป็นที่เก็บพลังงานไฟฟ้า และปล่อยออกมาเมื่อต้องการใช้ประจุไฟฟ้าในตัวเก็บประจุ มีหน่วยวัดเป็น ไมโครฟารัด (Microfarad : µ F ) ซึ่ง 1 F มีค่าเท่ากับ 10 6 µ F ตัวเก็บประจุมีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอก แต่อาจจะมีรูปร่างเป็นแบบอื่นก็ได้ ส่วนใหญ่ทำด้วยแผ่นโลหะบาง  2 แผ่น ระหว่างแผ่นโลหะบาง  2 แผ่นแทรกด้วยฉนวนที่เรียกว่า ไดอิเล็กทริก (dielectric) และโลหะแผ่นบนปิดทับด้วยฉนวนอีกชั้นหนึ่ง แล้วม้วนเป็นทรงกระบอกบรรจุในกล่องที่ทำด้วยโลหะ แผ่นโลหะที่ประกอบในตัวเก็บประจุอันหนึ่งทำหน้าที่เก็บประจุบวก ส่วนอีกแผ่นจะทำหน้าที่เก็บประจุลบ ดังนั้นตัวเก็บประจุจึงทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่ขนาดเล็ก


ตัวเก็บประจุมีด้วยกันหลายแบบหลายขนาด แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 
1)      ตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่ ( Fixed Value Capacitor ) 
เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการผลิตให้มีค่าคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความจุได้ แต่จะปรับค่าความจุให้เหมาะสมกับวงจรได้โดยนำตัวเก็บประจุหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบขนานหรืออนุกรม


2 ) ตัวเก็บประจุเปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Capacitor )
เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถปรับค่าความจุได้  โดยทั่วไปมักใช้ในวงจรปรับแต่งสัญญาณ
ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพบในเครื่องรับวิทยุซึ่งใช้เป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุ ตัวเก็บประจุ
ชนิดนี้ส่วนมากเป็นตัวเก็บประจุชนิดใช้อากาศเป็นสาร ไดอิเล็กทริกและการปรับค่าจะทำได้โดยการหมุนแกน ซึ่งมีโลหะหลายๆ แผ่นอยู่บนแกนนนั้น เมื่อหมุนแกนแผ่นโลหะจะเลื่อนเข้าหากันทำให้ค่าประจุเปลี่ยนแปลง สัญลักษณ์ของตัว


ไดโอต (Diode)
             ไดโอตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ช่วยควบคุมให้กระแสไฟฟ้าจากภายนอกไหลผ่านได้ทิศทางเดียว และป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับจากอุปกรณ์ประเภทขดลวดต่างๆ ไดโอดประกอบด้วยขั้ว 2 ขั้ว คือ แอโนด ( Anode : A )ต้องต่อกับถ่านไฟฉายขั้วบวก ( + )  และแคโทด ( Cathode : K )  ต้องต่อกับถ่านไฟฉายขั้วลบ( - )การต่อไดโอเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกขั้ว ถ้าต่อผิดขั้วไดโอดจะไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในวงจรไม่ได้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1.)    ไดโอตธรรมดา (Normal diode)
      เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่นำสารกึ่งตัวนำ 2 ชนิด คือชนิดพี (p) และชนิด (n) มาประกอบด้วยขั้วสองขั้ว คือ ขั้วแอโนดต่ออยู่กับแอโนดต่ออยู่กับสารกึ่งตัวนำชนิด (p )และขั้วแคโทดต่ออยู่กับสารกึ่งตัวนำชนิด (n)



2.)    ไดโอตเปล่งแสง (Light emitting diode : LED)
      เป็นไดโอตที่เปล่งแสงออกมาเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน (เนื่องจากพลังงานที่ปลดปล่อยจากอะตอมของสารที่ใช้ทำไดโอต)
เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่วงจรจะมีกระแสอิเล็กตรอนวิ่งเข้าสู่อะตอมของธาตุที่ใช้ทำไดโอตทำให้อะตอมมีพลังงานเพิ่มขึ้นอิเล็กตรอนวงนอกสุดมีพลังงานสูงก็จะเปลี่ยนขั้นพลังงานไปสู่ชั้นพลังงานที่สูงกว่า (สถานะกระตุ้น) และเมื่ออิเล็กตรอนเหล่านั้นกลับสู่ชั้นพลังงานเดิม(สถานะพื้น) ก็จะปล่อยพลังงานออกมาในรูปพลังงานความร้อนและแสงสว่าง
ทรานซิสเตอร์
            ทรานซิสเตอร์(transistor) เป็นอุปกรณอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่มีความแข็งแรงทนทานและมีราคาถูกทั้งในด้านการผลิตและการใช้งานจึงถูกนำไปใช้ในแผงวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด
 ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ 3 ชั้นส่วนใหญ่ทำด้วยซิลิคอน (Silicon) แต่ละชั้นจะต่อลวดตัวนำออกจากเนื้อสารกึ่งตัวนำ ลวดตัวนำในทรานซิสเตอร์แต่ละชนิด
จะมี 3 ขา ได้แก่ 
ขาเบส ( Base : B ) 
ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E ) 
ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C ) 
BC635 NPN Transistor


สารกึ่งตัวนำที่นำมาประกอบเป็นทรานซิสเตอร์มีอยู่ 2 ชนิด
-         ชนิดพี (p) ทำจากซิลิค่อนผสมกับโบรอน
-         ชนิดเอ็น (n) ทำจากซิลิค่อนผสมฟอสฟอรัส
หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ
1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP )
เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์
2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN )
เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์


           ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขา B หรือเรียกว่า กระแสเบส นั่นคือ เมื่อกระแสเบสเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าในขา E (กระแสอิมิตเตอร์) และกระแสไฟฟ้าในขา C (กระแสคอลเล็กเตอร์) เปลี่ยนแลงไปด้วย ซึ่งทำให้ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจร โดยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา B ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา E และ C ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนปิดไฟ (วงจรเปิด) แต่ถ้าให้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยผ่านขา B จะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มากกว่า ให้ผ่านทรานซิสเตอร์แล้วผ่านไปยังขา E และผ่านไปยังอุปกรณ์อื่นที่ต่อจากขา C

ซิลิคอนซิป
ซิลิคอนซิป (Silicon chip) หรือ IC (Integrated circuit)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กเป็นการลดขนาดของทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าทรานซิสเตอร์ทั่วไป ซิลิคอนซิปแต่ละอันจะถูกออกแบบและวางแผนไว้อย่างดีว่าจะใช้ทำหน้าที่อะไร
ในการผลิตซิลิคอนซิปนั้นจะเอาซิลิคอนมาทำเป็นแท่งทรงกระบอก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร แล้วเฉือนเป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า เวเฟอร์ (wafer) และพิมพ์วงจรขนาดจิ๋วลงบนแผ่นนี้
เราสามารถแบ่งประเภทของซิลิคอนซิปตามการใช้งานเป็น 3 ประเภท
1.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูล เช่น เอทีเอ็ม (ATM) ซิมการ์ด (SIM Card) บัตรประชาชน เป็นต้น
2.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูลและสั่งงาน เช่น ซีดี (CD) ดีวีดี (DVD) เป็นต้น
3.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูลและประมวลผล เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิทัล เป็นต้น

การต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์
            วงจรอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อกันเป็นวงจรซึ่งแต่ละวงจรอาจประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของวงจรนั้นๆการศึกษาวงจรการทำงานทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆได้ดียิ่งขึ้นตลอดจนสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วงจรของตัวต้านทาน
1.)    วงจรของตัวต้านทานชนิดค่าคงที่
จะควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร ซึ่งบริเวณที่มีค่าความต้านทานสูงกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านบริเวณนั้นได้น้อยเหมาะสำหรับวงจรที่ไม่ต้องการปรับค่าความต่างศักย์หรือกระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรซึ่งการต่อตัวต้านทานเข้าในวงจรไม่ต้องคำนึกถึงทิศทางขั้วบวกและขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า
2.)    วงจรของตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้
สามารถควบคุมค่าความต้านทานให้มากหรือน้อยตามต้องการ การปรับเปลี่ยนความต้านทานของตัวต้านทานขึ้นอยู่กับประเภทของตัวต้านทานปรับค่าได้นั้นๆว่ามีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเมื่อทำให้มีความต้านทานน้อย กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรมากจึงทำให้หลอดไฟฟ้าสว่างมาก แต่ถ้าเลื่อนปุ่มปรับให้มีความต้านทานมาก กระแสไฟฟ้าไหลผ่านน้อย ทำให้ความสว่างของหลอดไฟลดลง

ตัวต้านทานชนิดไม่คงที่(บน) ตัวต้านทานนิดคงที่(ล่าง)
วงจรไดโอต
1.)    วงจรไดโอตธรรมดา
จากที่กล่าวไปแล้วว่าไดโอตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งไดโอตจะยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลในทิศทางเดียว ถ้าต่อไดโอตกลับทางกระแสไฟฟ้าก็จะไม่สามารถไหลได้ การต่อวงจรไดโอตธรรมดาจะต่อขั้วบวกกับด้านแคโทด



2.)    วงจรไดโอตเปล่งแสง
การต่อวงจรสำหรับไดโอตเปล่งแสงมีลักษณะเช่นเดียวกับการต่อวงจรไดโอตธรรมดาซึ่งโดยทั่วไปไดโอตเปล่งแสงจะทำงานที่ความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า 2 โวลต์ (ความต่างศักย์ขีดเริ่ม) แต่ไม่เกิน 6 โวลต์ เพราะถ้าต่อกับความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า 6 โวลต์จะทำให้ไดโอตเปล่งแสงเสียหาย ดังนั้นในวงจรจะต้องต่อตัวต้านทานไว้ด้วยเพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายของไดโอตเปล่งแสง

วงจรทรานซิสเตอร์
ทรานซิสเตอร์ประกอบไปด้วยขา 3 ขา คือ เบส (base) คอลเล็กเตอร์ (collector) และ อิมิเตอร์ (emitter) ซึ่งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทรานซิสเตอร์ประกอบจะใช้ขาของทรานซิสเตอร์ดังกล่าวความคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขาเบสจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย เนื่องจากจะถูกความคุมโดยตัวต้านไฟฟ้าที่ขาเบส เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดเช่น เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นวีซีดี เป็นต้น จะมีทรานซิสเตอร์ประกอบอยู่ในวงจร ซึ่งทรานซิสเตอร์จะทำหน้าที่เป็นสวิตช์ ปิด-เปิด

อ้างอิง

หนังสือวิทยาศาสตร์ม.๓

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อย่าให้คำพูดแย่ๆมาบั่นทอนกำลังใจตัวเอง



“ถ้าพูดไปแล้วเขาจะคิดกันยังไงนะ?”

เชื่อว่าหลายๆคนเคยบอกกับตัวเองแบบนี้

อย่ากลัวผิดถ้าคิดจะพูด..
คนที่พยายามทำทุกอย่างให้ถูกใจคนอื่น คนนั้นจะเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดตลอดชีวิต การตอบคำถามเพื่อเอาใจคนถาม การเดาว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราตอบอะไร ก็เท่ากับว่าเรายอมให้เขาครอบงำ .. เมื่อเราสูญเสียความเป็นตัวเองน้อยมากที่จะมีความสุข

คนแต่ละคน พูด ฟัง คิด ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครทำอะไรถูกใจใครได้ทั้งหมด
เช่น

องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่ทำตามใจเขาทั้งหมด เขาต้องการคนที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณค่าของตัวเอง ถ้าเราไม่ศรัทธาในคุณค่าของตัวเอง แล้วจะให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่าเราจะสามารถพาองค์กรของเขาก้าวไปข้างหน้าได้...

คำวิจารณ์ในแง่ลบของคนอื่นมักบั่นทอนกำลังใจ จนเริ่มที่จะดูถูกตัวเอง ลองมองจุดดีของตัวเราฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่าไขว้เขวไปกับเสียงหัวใจคนอื่น แต่อย่าคิดว่าสิ่งที่คนอื่นพูดนั้นผิด ลองเรียนรู้ที่จะคิดปฏิเสธคำพูดแย่ๆ จากคนอื่น รู้แหล่งที่มาอย่างมีเหตุผล




            ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาในชีวิตของเรามีน้อย อย่ามัวแต่ไปกังวลว่าใครจะคิดยังไง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ้าเราได้ลงมือทำมันอย่างเต็มที่ เราก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ได้ลงมือทำ

เวลามีน้อย

                       ศักยภาพของคนมีขอบเขต ทำอะไรได้ในเวลาที่จำกัด ถ้าเราไปฝืน มันก็จะเสียหายไปหมดบางคนมัวแต่รอโอกาส มัวแต่ไปอิจฉาคนอื่น  จนมองข้ามสิ่งดีๆ ของตัวเองไป   
                        บางคนมีโอกาสแต่ไม่กล้าบุกตะลุย เพราะโอกาสมักจะมาพร้อมความเสี่ยง คนเราเลยกลัวสูญเสีย   แม้ว่าโอกาสนั้นสร้างความล้มเหลวให้กับเรา อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่า จะหาโอกาสดีๆ นั้นใหม่ได้อย่างไร :”)


สู้ๆนะทุกคน

เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ JJJJJ



ไม่มีใครต้องอยู่คนเดียว



เพื่อน...สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมี

            มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นพวก พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน การรวมกลุ่มอยู่ร่วมกัน มีลักษณะเป็นระเบียบแบบแผน และมีระบบ ความ สัมพันธ์ละเอียดอ่อนมากกว่าสัตว์อื่น ๆ การรวมกลุ่มอย่างมี ระเบียบ แบบแผน เรียกว่า มนุษย์มีวัฒนธรรม เพราะการรวมกลุ่มทำให้เรารู้จักกับผู้คนอีกมากมายหรือเราเรียกกันอีกอย่างว่า “เพื่อน”
            ทุกคนที่อยู่รอบข้างล้วนมีอิธิพลกับเรา
เคยสังเกตไหม ว่าเวลาที่เราอยู่กับใครหรือกับอะไรก็ตาม สิ่งนั้นมักมีผลกับจิตใจโดยไม่รู้ตัว



 เพราะเหตุนี้การเลือกคบคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ...มาก

ในสังคมมีคนดีและไม่ดีคละกับไป ความจำเป็นบางอย่างในชีวิต เช่น การทำงานร่วมกัน การถูกจับกลุ่มเพื่อทำอะไรบางอย่าง ทำให้เราไม่สามารถเลือกคบคนได้ตามใจนึก
เราเลือกคบคนทุกประเภท แต่จะเลือกเป็นแค่บางประเภท
ถ้าเรามีเพื่อนหลากหลายรูปแบบ เราจะมีข้อมูลมาก รู้วิธีการรับมือกับคนที่มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ได้เห็นรูปแบบของคนที่ดีและไม่ดี ไหน แม้เป็นคนที่นิสัยแย่ เราก็สามารถที่จะเรียนรู้จากเขาได้ว่าถ้าเราทำแบบนี้คนอื่นจะไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเราก็เลือกที่จะไม่ทำมัน เราเป็นคนเลือกว่าเราจะเป็นคนแบบไหน

ทำความรู้จักกับตัวตนของเพื่อแล้ว
และอย่าลืมเปิดใจให้เพื่อนได้รู้จักเราด้วย

อยากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดใจกันให้เห็นตัวตน เขาจะได้รู้จักนิสัยเรา และตัวเราก็ต้องรู้จักนิสัยเขาด้วย




บางครั้งความลึกลับทำให้น่าค้นหา ตื่นเต้นท้าทาย แต่ถ้าต้องค้นหาอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่เจออะไร บางครั้งก็กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปโดยปริยาย
วันนี้เราตามใจเขา  พรุ่งนี้เพื่อนเราก็ตามใจเรา เป็นการแชร์ความรู้สึกและเปิดใจทีละน้อย
การแชร์กับคนอื่นทางด้านความรู้สึก จะทำให้เรามองโลกเรียบง่าย มองเห็นความสุขได้ง่ายและรู้สึกอารมณ์ดี ปรับตัวเข้ากับใครๆ ได้ง่าย
ในช่วงชีวิตที่ยังมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากมาย เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เลือกเพื่อน อย่าลืมกลั่นกรองคนที่จะเป็นเพื่อนดีๆสักคน





BFF

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

ต้นทุนชีวิตของเราแต่ละคน


ต้นทุนชีวิต....


ต้นทุนชีวิต มาจากคำว่า Development Assets หมายถึง ต้นทุนขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม สติปัญญาให้คนคนหนึ่งสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง

          ต้นทุนชีวิตคนเรามีไม่เท่ากัน
จะน่าภาคภูมิใจแค่ไหร ถ้าเราเกิดมามีต้นทุนชีวิตที่มีมากกว่าคนอื่น เราคงจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น เพราะทุกอย่างถูดเตรียมเอาไว้หมดแล้ว ถ้าเราลองมองออกไปนอกบ้านเราจะเห็นว่า แต่ละคนล้วนมีความยากลำบากที่แตกต่างกันออกไป มีผู้คนมากมายบนท้องถนนที่เป็นแบบอย่างให้เราได้เห็น ทั้งคนตาบอด ขอทาน พิการ และคนจน
สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการศึกษา และการทำงาน เพราะคนพิการหรือคนตาบอด ก็ไม่สามารถที่จะทำงานแบบคนปกติได้ ส่วนคนที่มีฐานะยากจนก็ยากที่จะมีสิ่งของดีๆ อาหารดีๆมีประโยชน์ หรือแม้แต่การศึกษาที่อยู่ในขั้นสูง

เพราะต้นทุนคนเรามีไม่เท่ากัน


อะไรทำให้ต้นทุนชีวิตมีความแตกต่างกัน?
การหล่อหลอมของครอบครัว สถาบันการศึกษา ฐานะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
เกิดอะไรขึ้นถ้าต้นทุนชีวิตไม่แข็งแรง (ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูแบบละเลยของพ่อแม่)
-                   พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 
-                   ปัญหายาเสพติด
-                    ปัญหาเพศที่ ๓

ถ้าพูดว่าต้นทุนชีวิตเราต่ำกว่าคนอื่น เพราะเหตุการร้ายร้าย ไมได้แปลว่า เราจะด้อยกว่าคนอื่น 
คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมากับต้นทุนสูง พร้อมไปทุกด้าน 
ในขณะที่คนเกิดมากับต้นทุนต่ำ  ต้องดิ้นรนทุกอย่าง
ถึงแม้ ต้นทุนของชีวิตเราอาจจะไม่เท่ากัน 
แต่ความพยายามเราสร้างได้ 

จขบ.คิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะมีต้นทุนชีวิตที่ดีพอสมควร
แม้ฐานะอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก แต่ก็พอที่จะได้รับการศึกษาที่ดี อาหารการกินและการดูแลที่ดี
ครอบครัวก็อบอุ่น ทั้งพ่อและแม่มีการศึกษา
ตัวเองก็ไม่ได้เกิดมาผิดปกติทางด้านใด (ไม่พิการ)

จขบ.มีทั้งทุนและโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ
เรามีหน้าที่แค่เรียน ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินมาส่งตัวเองเรียน
เรามีโอกาสที่จะได้ออกไปเจอและทำอะไรมากมาย ขณะที่บางคนต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดชีวิต


            ขณะที่เรารู้สึกท้อแท้หรือไม่อยากมีชีวิตแบบนี้ ลองย้อนมองกลับไปดู

            แล้วเราจะเห็นว่ามีคนบางคน”ฝัน”ที่จะอยากมีชีวิตแบบคุณ


อ้างอิง
http://www.doctor.or.th/article/detail/11036
http://pha.narak.com/topic.php?No=58483

--------------------------------------------------------------------------------------------------


แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ

สวัสดี

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

นักดนตรี นักแสดง กับความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน




อยากเป็นนักดนตรี
อยากเป็นนักร้อง
อยากเป็นนักแสดง
อยากเป็นนักเขียน
อยากเป็นจิตกร
อยากเป็น...




อาชีพที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นอาชีพต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเอนเตอร์เทนผู้คน
เคยสังเกตกันไหม
ว่าทำไมบางคน เป็นนักดนตรีแล้วรุ่งแต่บางคนไม่รุ่ง บางคนเป็นนักแสดงแล้วดัง บางคนไม่ดัง?
ใช่...ความสามารถก็ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือพวกเขาเหล่านั้นสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีแค่ไหน
การเป็นนักแสดง(ไม่ว่าจะแสดงอะไรก็แล้วแต่ เช่น ดนตรี )              
ไม่ใช่แค่การเล่นตามบทบาที่ตัวเองได้รับ หรือ แค่เล่นตามโน้ต
มันต้องเข้าใจอารมณ์ของตัวละคร หรือแม้กระทั่งของเพลง




นักดนตรีหรือนักแสดงบางคนมัวแต่ไปห่วงภาพพจน์ของตนเอง(มากเกินไป)
จนทำให้คนดูรู้สึกว่าอีนี่มัน เฟค (ไม่เจ๋งจริง)
ร้อยทั้งร้อยของคนดูเขาอยากมาดูการแสดงที่เป็นการแสดงจริงๆ ไม่ใช่อยากมาดูคนหล่อหรือคนสวย
เขาไม่ได้ต้องการอาหารสายตา
พวกเขาต้องการอาหารของหู และอาหารของหัวใจ(ความรู้สึก)
นักร้อง นักแสดง หรือนักดนตรี ที่เก่งๆบางคน

ไม่เห็นจะต้องหน้าตาดีเลย

สิ่งที่นักร้อง นักแสดง และนักดนตรีต้องจริงๆ คือการทำให้คนฟังหรือคนดูมีความสุข

ซึ่งการมีหน้าตาที่ดีไม่ได้ตอบโจทย์นั้น



ขอยกตัวอย่างของจขบ.ละกัน
จขบ.อยากเป็นนักดนตรี
แต่ตอนนี้มีปัญหาอยู่ที่ว่า เป็นคนที่ไม่อินกับอะไรเลย ซึ่งการที่ไม่อินกับอะไรเลยเนี่ยลำบากแน่ในการที่จะเป็นนักดนตรี ครูเคยบอกเอาไว้ว่า “นักดนตรีที่ดี ไม่ใช่แค่เล่นตามโน้ต มันคือการถ่ายทอดความรู้สึกของคนแต่งออกมาให้คนอื่นรับรู้”
ถ้าเราไม่รู้จักอารมณ์ หรือความหมายของเพลง เราก็จะสื่อมันออกมาไม่ได้

แล้วจะแก้ยังไงดีละ?

-              -     ฝึกการทำความเข้าใจกับทุกๆเรื่อง คอยถามว่า ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร เราจะได้ประโยชน์อะไรจากมัน มันจะ                เปลี่ยนแปลงอะไรเราได้บ้าง

-                   -  ถ้าจะเล่นดนตรี(ที่ไม่มีเนื้อร้อง)ลองดูชื่อผู้แต่งแล้ว หาประวัติอ่านดู จะได้ทำความเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ใน             ตอนนั้น เข้าใจว่าทำไมเขาถึงแต่งเพลงนี้ออกมา (บริบทสังคมอาจข่วยทำให้ง่ายขึ้น)
-          
          - แสดงความรู้สึกแบบตรงไปตรงมา ไม่โกหกตัวเอง คอยถามตัวเองเสมอว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร
โกรธ เศร้า เสียใจ รัก ผิดหวัง ท้อแท้ แล้วเราจะรู้ว่าความรู้สึกบนโลกนี้มันมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่เรารู้จัก อาจจะมีไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ (อาจจะไม่ต้องถามตัวเองอย่างเดียวลองสังเกตจากพฤติกรรมคนอื่นเวลาเราเข้าไปพูดคุยด้วย ลองคิดดูว่า เขารู้สึกอย่างไร)  ความรู้สึกเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน และเข้าใจยาก (เพราะมันเป็นความรู้สึกน่ะสิ ถึงได้เข้าใจยาก คนเราบางครั้งยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเลย)

ถ้าเราจริงใจกับตัวเอง เราค่อยๆเรียนรู้ประเภทของความรู้สึก รู้สึกยังไงก็เล่นออกมาอย่างนั้น ลองดูสิเวลาที่เรามีความรู้สึกต่างกันแล้วเราถ่ายทอดมันออกมา เพลงที่เล่นมันมีความแตกต่างแม้จะเล็กน้อยแต่มันก็แตกต่าง ถ้าเรารู้จักความรู้สึกแล้วละก็เราก็สามารถความคุมมันได้ตามใจนึก(ตามเพลง)

เช่น

ถ้าเพลงนี้มีอารมณ์เศร้าและหดหู่ เราก็สามารถทำอารมณ์ของเราให้เป็นไปตามเพลงได้เพราะเรารู้จักความรู้สึกของตัวเองที่กำลังเผชิญกับความเศร้าและหดหู่ แล้วสามารถถ่ายทอดออกมาได้


ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ยาก(มาก)แต่เราต้องทำได้
เพราะฉันไม่อยากเป็นนักดนตรีที่ทำได้แค่เล่นตามโน้ต


แต่เล่นกันความรู้สึกคนไม่เป็น....


Upcoming Street Musician.jpg

แค่อยากให้คนมีความสุข...

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พระบรมราโชวาท คำพ่อสอนลูก

พระบรมราโชวาท คำพ่อสอนลูก

          ...เงินทองที่จะใชสอยในค่ากินอยู่นุ่งห่มหรือใช้สอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง
จงเขม็ดแขม่ใช้แต่เพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อย่าทำใจโต มือโต ...


คำสอนข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า(ร.๕) ได้ทรงประทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ ที่เสร็จไปศึกษาวิชาความรู้ ณ ต่างประเทศ ได้แก่

๑.    พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์
๒.   พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
๓.   พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม
๔.   พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงประทานพระบรมราโชวาทนี่ก็เพื่อสั่งสอนตักเตือนลูกที่ต้องออกไปศึกษาในต่างประเทศ เพราะการตั้งใจเล่าเรียนและการใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเรียนไม่ให้หลงเดินทางไปในทางที่ผิด อีกทั้งพระเจ้าลูกยาเธอที่ ๔ พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าจึงทรงห่วงใยเรื่อของการวางตนว่ามิให้อวดอ้างตนว่าเป็นเจ้าและมิให้แสดงอำนาจข่มผู้อื่น แต่ให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ส่วนในเรื่องของการใช้เงินก็ทรงกำชับอย่างแน่นหนาว่าให้ใช้เงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และมิให้ก่อนหนี้สิน ทว่าถ้าหากมีหนี้สินก็จะไม่ใช้หนี้ให้ ในเรื่องการศึกษาก็ได้ทรงชี้แจงว่าให้ศึกษาวิชาภาษาอย่างน้อยสามภาษา แต่ก็ต้องไม่ละเลยวิชาภาษาไทย วิชาเลขก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่พระองค์ทรงกำชับไว้ว่าต้องเรียน

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนึงถึงผลประโยน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้จากการที่ทรงกำชับให้เห็นพยายามแสวงหาความรู้แล้วนำกลับมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป แต่ก็ทรงคำนึงถึงความสุขและความสำเร็จของลูกเสมอ เช่นเดียวกับพ่อแม่ทั่งไปที่ห่วงใยลูก และอย่างเห็นลูกมีหน้ามีตาในสังคม

เนื้อความภายในจดหมายคำสั่งตามความประสงค์ให้แก่ลูก
มีใจความสำคัญว่าดังนี้

๑.    อย่าอวดอ้างตัวเองว่าเป็นเจ้า เพราะเมื่อไปอยู่ต่างประเทศก็ไม่มีอำนาจที่จะทำการใดผิดกับคนสามัญได้
๒.   ตั้งใจเล่าเรียนให้คุ้มกับเงินที่เสียไปเพราะเงินที่ใช้จ่ายในการเล่าเรียนกินอยู่นั้นเป็นเงินพระคลังข้างที่ (เป็นเงินแผ่นดินส่วนที่ถวายพระมหากษัตริย์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเงินเดือนของกษัตริย์ก็ได้กระมัง)
๓.   ใช้ความรู้และสติปัญญาของตนเข้ามาใช้ในการบริหารบ้านเมืองให้สมแก่ยศและศักดิ์ของตัวเอง
๔.   ให้เป็นคนเป็นคนอ่อนน้อมว่านอนสอนง่าย อย่าหลงไปในทางที่ผิด อย่าละเลยคำตักเตือนที่ได้รับจากผู้อื่น
๕.   ให้ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยเพราะเงินทองไม่ใช่ของที่หามาได้มาได้ง่ายๆให้ใช้แต่ในสิ่งจำเป็นเท่านั้น
๖.    ต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาให้ได้อย่างน้อยสามภาษา (แต่ก็อย่าละเลยวิชาภาษาไทย) กับวิชาเลข และวิชาตามความชำนาญของตน
๗.   มีธุระขัดข้องประการใดให้ติดต่อถึง กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรประการ แต่ถ้าอยู่ในต่างประเทศก็ให้ติดต่อราชทูตของเราที่อยู่ที่นั้น และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้เต็มที่


แล้วจะนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?
(เรียงตามข้อ)

๑.    อย่าอวดว่าตนเป็นใคร อย่าโอ้อวดถึงฐานะของตนเอง
๒.   ตั้งใจเรียนหนังสือให้คุ้มกับเงินของพ่อแม่
๓.   ใช้ความรู้ของตัวเองที่ได้เรียนมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการทำมาหากินสุจริต และเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า
๔.   เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และอย่าเห็นผิดเป็นถูก
๕.   ให้เป็นคนไม่ฟุ่มเฟือยประหยัด
๖.    วิชาพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเรียน (ภาษา คณิต วิทย์ สังคม ภาษาไทย)
๗.   ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องกอบโกยความรู้และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่


 -------------------------------------------------------------------------------

จบแล้วกับเรื่องพระบรมราโชวาทนะคะ
แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ

สวัสดี