วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

คุณค่าทางด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ของลิลิตตะเลงพ่าย




คุณค่าทางด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ของลิลิตตะเลงพ่าย



                สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์เรื่องลิลิตตะเลงพ่ายตามที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯให้นิพนธ์ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้ทรงกู้อิสรภาพของไทยกลับคืนหลังจากเสียกรุงครั้งแรก โดยการทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราช ลิลิตตะเลงพ่ายแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทลิลิตสุภาพ เป็นการแต่งร่ายสุภาพกับโคลงสุภาพสลับกันไป ประเภทของโคลงที่ใช้มีตั้งแต่โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ ลิลิตตะเลงพ่ายจึงเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติและวรรณคดีประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ามากทั้งในด้านเนื้อหา และในด้านวรรณศิลป์


                คุณค่าทางด้านเนื้อหาของลิลิตตะเลงพ่ายจะมีตั้งแต่คุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ด้านสังคม คุณธรรมข้อคิด ตลอดจนวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยก่อน ในด้านประวัติศาสตร์ลิลิตตะเลงพ่ายได้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ผู้เขียนพยายามรักษาข้อเท็จจริงไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากเนื้อหาภายในพงศาวดาร เช่น เส้นทางการเดินทัพ ชื่อแม่ทัพหรือชื่อนายกอง เป็นต้นเนื้อหาภายในพระราชพงศาวดารเล่าถึง การกระทำของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงที่มีคำสั่งให้พระมหาอุปราชายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาหลังจากที่ทรงทราบข่าวการสวรรคตของพระมหาธรรมราชา แต่ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระนเรศวรได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองแล้วจึงได้จัดทัพเตรียมรับศึกนอกพระนคร พระนเรศวรมหาราชทรงใช้สติปัญญาและไหวพริบของตนเองจนสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชได้


                คุณค่าทางด้านสังคม ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นสรรณคดีที่ปลุกกระแสรักชาติให้กับคนในสังคมไทย เมื่ออ่านแล้วจึงเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในชาติ และซาบซึ้งถึงการเสียสละของบรรพบุรุษไทยที่เสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องชาติ วรรณคดีเรื่องนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนในปัจจุบันให้เกิดความหวงแหนในแผ่นดิน และภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ลิลิตตะเลงพ่ายแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของคนไทยในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโหราศาสตร์ หรือลางบอกเหตุต่างๆ เช่น ตอนที่พระนเรศวรทรงพระสุบินว่า ทรงลุยน้ำไปพบจระเข้ตัวใหญ่ที่หมายจะเข้ามาทำร้ายพระองค์ และพระองค์ได้ประหารจระเข้ตัวนั้นตาย จึงนำความฝันนี้ไปให้โหรทำนาย โหรทำนายว่าจะพระนเรศวรจะชนะศึกหงสาวดี

ทันใดดิลกเจ้า        จอมถวัลย์
สร่างผทมถวิลฝัน  ห่อนรู่
พระหาพระโหรพลัน              พลางบอก ฝันนา
เร็วเร่งทายโดยกระทู้             ที่ถ้อยตูแถลง


และอีกตอนที่เห็นได้ชัดคือตอนที่ลมเวรัมภาพัดฉัตรของพระมหาอุปราชาหักลงขณะเดินทัพ
พระพลันเห็นเหตุไซร้             เสียวดวง แดเอย
ถนัดดั่งภูผาหลวง  ตกต้อง
กระหม่ากระเหม่นทรวง        สั่นซีดพักตร์นา
หนักหฤทัยท่านร้อง                               เรียกให้โหรทาย


                วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ก็มีบรรยายไว้ในลิลิตตะเลงพ่าย เช่น ก่อนออกรบก็ต้องมีการปลุกขวัญกำลังใจทหาร กษัตริย์ต้องสรงน้ำ แต่งเครื่องต้นสวยงามก่อนออกสู่สนามรบ ผู้คนมีความศรัทธาอย่างเข้มแข็งในพระพุทธศาสนา เห็นได้จากการนำพระพุทธรูปออกไปในการสู้รบด้วย


                คุณธรรมข้อคิดก็เป็นหนึ่งในหัวข้อของคุณค่าทางด้านเนื้อหา ลิลิตตะเลงพ่ายได้สอนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติให้กับผู้อ่านได้หลายอย่าง เช่น การเป็นคนกตัญญูต่อบุคคลใกล้ชิดและต่อประเทศชาติ เห็นได้จากบทรำพึงของพระมหาอุปราชถึงพระราชบิดา แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของลูกที่มีต่อพ่อระหว่างที่ตนเองออกไปรบ พระมหาอุปราชทรงห่วงว่า ถ้าหากตัวเองตายเพราะศึกครั้งนี้ ใครจะออกไปรบแทนพ่อเมื่อมีศึกมาประชิดเมือง แล้วถ้าไม่มีใครประเทศพม่าจะอยู่ได้อย่างไร


ณรงค์นเรศวร์ด้าว ดัสกร
ใครจักอาจออกรอน              รบสู้
เสียดายแผ่นดินมอญ           พลันมอด ม้วยแฮ
เหตุ บ่ มีมือผู้          อื่นต้านทานเข็ญ


                การเป็นคนช่างสังเกต มีไหวพริบ จะทำให้ตัวเองพ้นจากอันตรายได้อย่างเช่นพระนเรศวรที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางกองทัพพม่าเพราะช้างเกิดตกมัน พระนเรศวรทรงใช้สติปัญญาและปฏิภาณไหวพริบของตัวเองมาใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการพูดจาโน้มน้าวและทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระมหาอุปราชเพื่อให้พระมหาอุปราชออกมาทำยุทธหัตถีเพราะเล็งเห็นว่านี่เป็นหนทางที่เสี่ยงน้อยที่สุดและมีโอกาสได้ชัยชนะมากที่สุด


                ตอนที่พระวันรัตนกราบทูลขอพระนเรศวรให้พระราชทานอภัยโทษแก่บรรดาแม่ทัพ นายกอง และทหารทั้งหลายที่ตามเสด็จไม่ทัน จึงเป็นเหตุทำให้พระองค์ต้องไปตกอยู่ในวงล้อมพม่า ก็เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ไหวพริบและการพูดจาโน้มน้าวใจคน พระวันรัตสามารถโน้มน้าวใจพระนเรศวรได้โดยบอกว่า การที่ทหารเสด็จตามพระองค์ไม่ทันเป็นการแสดงถึงความเก่งกาจของพระองค์ที่สามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ด้วยตัวพระองค์เอง  พระนเรศวรเมื่อฟังแล้วก็เกิดความภูมิใจในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์เอง ทำให้บรรดาแม่ทัพนายกองรอดพ้นจากการโดนประหารตามที่มีบัญญัติไว้ในกฎอัยการศึก


                ด้านวรรณศิลป์ลิลิตตะเลงพ่ายถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการแต่ง เพราะมีสำนวนโวหารที่ไพเราะควบคู่ไปกับการเลือกสรรถ้อยคำอย่างประณีตทำให้สื่อความได้ชัดเจนและไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นตอนทำศึกสงคราม หรือตอนที่เศร้าโศกผู้แต่งก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม สื่อออกมาผ่าน การเล่นเสียง การซ้ำคำ การเล่นคำพ้อง การสร้างจินตภาพ และการใช้ภาพพจน์ต่างๆ เช่น อุปมา อุปลักษณ์ สัทพจน์ หรืออติพจน์ เหล่านี้ล้วนมีอยู่ในวรรณคดีเรื่องนี้ 


ในลิลิตตะเลงพ่ายมีการเล่นเสียงอยู่ในแทบทุกบท รูปแบบของการเล่นเสียงที่นำมาใช้มากที่สุดคือการเล่นเสียงพยัญชนะ รองลงมาคือสระ และวรรณยุกต์ แสดงถึงความเก่งกาจของผู้เขียนที่สามารถเลือกใช้คำที่มีเสียงพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์ที่เหมือนกันมาเรียงต่อกันโดยที่มีความหมายชัดเจน เสียงที่เหมือนกันทำให้เกิดความไพเราะเมื่ออ่านออกเสียงเป็นทำนองเสนาะ



ตัวอย่างการเล่นเสียงพยัญชนะ

v ดำเนินพจนพากย์พร้อง        พรรณนา
องค์อัครอุปราชา                   ท่านแจ้ง
กอบเกิดขัตติยมา                  นะนึก หาญเฮย
ขับคชเข้ายุทธ์แย้ง                 ด่วนด้วย โดยถวิล

ในบทนี้มีการเล่นเสียงพยัญชนะ พ, อ และ ด



v  งามสองสุริยราชล้ำ               เลอพิศ นาพ่อ
พ่างพัชรินทรไพจิตร              ศึกสร้าง
ฤารามเริ่มรณฤทธิ์                                รบราพณ์แลฤา
ทุกทิศทุกเทศอ้าง                  อื่นไท้ ไป่เทียบ

ในบทนี้มีการเล่นเสียงพยัญชนะ ส, พ, ร และ ท



v  สมเด็จอนุชน้องแก้ว              ทรงสุภาแพร้ว        เพริศพร้อมเพราตา

ในบทนี้มีการเล่นเสียง พ


ตัวอย่างการเล่นเสียงสระ
v  บัดมงคลพ่าห์ไท้    ทวารัติ
แว้งเหวี่ยงเบี่ยงเศียรสะบัด  ตกใต้
อุกคลุกพลุกเงยงัด                                คอคชเศิกแฮ

ในบทนี้มีการเล่นสระ เอีย และ สระ อุ



v  พระพลันทรงเครื่องต้น          งามประเสริฐเลิศล้น (เล่นเสียงสระ เออ)



                การซ้ำคำ เป็นการซ้ำเพื่อเน้นย้ำความหมายของคำๆนั้น หรือเป็นการเน้นย้ำให้ทำ ปรากฏอยู่ในลิลิตตะเลงพ่ายตอนที่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง(พ่อของพระมหาอุปราช)อวยพรและสั่งสอนพระมหาอุปราชก่อนออกไปทำศึกสงครามดังต่อไปนี้


v  จงจำคำพ่อไซร้      สั่งสอน
จงประสิทธิ์สมพร  พ่อให้
จงเรืองพระฤทธิ์รอน อริราช
จงพ่อลุลาศได้       เผด็จด้าว แดนสยาม
(มีการซ้ำคำว่า จง )


การเล่นคำพ้อง ในลิลิตตะเลงพ่ายมีเล่นทั้งคำพ้องรูปและคำพ้องเสียง

v  สลัดไดใดสลัดน้อง              แหนงนอน ไพรฤา
เพราะเพื่อมาราญรอน         เศิกไสร้
สละสละสมร         เสมอชื่อ ไม้นา
นึกระกำนามไม้     แม่นแม้น ทรวงเรียม
มีการเล่นคำพ้องเสียงคือคำว่า (สลัด)ได กับ ใด ส่วนคำพ้องรูปคือคำว่า สลัด กับ สละ
นอกจากจะมีคำพ้องเสียงแล้วยังมีการเล่นพยัญชนะ พ,ส และ   เข้ามาเสริมอีกด้วย


v  สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง           ยามสาย
สายบ่หยุดเสน่ห์หาย            ห่างเศร้า
กี่คืนกี่วันวาย       วางเทวษ ราแม่
ถวิลทุกขวบค่ำเช้า                หยุดได้ฉันใด


ในบทนี้มีการเล่นคำพ้องรูปคือคำว่า สาย และมีการเล่นเสียงพยัญชนะ และแสดงให้เห็นถึงจินตภาพทางการได้กลิ่น ส่วนจินตภาพทางด้านการมองเห็นมีอยู่ในฉากต่อสู้ต่างๆ แต่ในที่นี้จะยกตัวอย่างตอนที่ลม เวรัมภา พัดฉัตรของพระมหาอุปราชหัก เมื่ออ่านแล้วสามารถจินตนาการได้ถึงความแรงของลมที่มีกำลังแรงมากจนสามารถพัดฉัตรให้หักลงมาได้


v  เกิดเป็นหมอกมืดห้อง           เวหา หนเฮย
ลมชื่อเวรัมภา        พัดคลุ้ม
หวนหอบหักฉัตรตรา            คชขาด ลงแฮ
แลธุลีกลัดกลุ้ม      เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน


                การใช้ภาพพจน์ในลิลิตตะเลงพ่าย มีการใช้ภาพพจน์แบบอุปมาหรือก็คือการเปรียบเหมือน อุปลักษณ์การเปรียบเป็น สัทพจน์การเลียนเสียงธรรมชาติ และสุดท้าย อติพจน์คือการกล่าวเกินจริง ต่อไปนี้คือตัวอย่างของภาพพจน์ที่อยู่ในลิลิตตะเลงพ่าย ดังนี้

ตัวอย่างการใช้อุปมา มีคำเชื่อมคือ ดั่ง,ดุจ,เปรียบ,ปูน,ราว,กล และ เพี้ยง


v  พระพลันเห็นเหตุไซร้             เสียวดวง แดเอย  
ถนัดดั่งภูผาหลวง                  ตกต้อง



v  อ้าจอมพระจักรพรรดิผู้         เพ็ญยศ
แม้นพระเสียเอารส                               แก่เสี้ยน
จักเจ็บพระอุระระทด            ทุกข์ใหญ่ หลวงนา
ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน                               หั่นกลิ้งไกลองค์


ทั้งสองบทข้างต้นนี้เป็นลักษณะภาพพจน์แบบอุปมา เพราะมีคำเชื่อมคือ ดั่ง



ตัวอย่างการใช้อุปลักษณ์ มีคำเชื่อมคือ เป็น หรือ คือ

v  นุสนธิ์ซึ่งน่านน้ำ     นองพนาสณฑ์เอย
หนปัจฉิมทิศา        ท่วมไซร้
คือทัพอริรา-          มัญหมู่นี้นา
สมดั่งลักษณ์ฝันไท้                                ธเนศนั้นอย่าแหง

โคลงข้างต้นนี้เป็นลักษณะการใช้ภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ โดยมี คือ เป็นคำเชื่อม โดยเปรียบน่านน้ำ เป็น กองทัพพม่า


v  บุรีรัตนหงสา          ธ ก็บัญชาพิภาษ   ด้วยมวลมาตยากร
ว่านครรามินทร์   ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเปลี่ยนราช            เยียววิวาทชิงฉัตร

เปรียบนครรามินทร์ (ราม+อินทร์) เมืองของพระรามในที่นี้หมายถึงกรุงศรีอยุธยา
เปรียบเทียบฉัตร เป็นตัวแทน เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ชิงฉัตร จึงมีความหมายว่าชิงราชบัลลังก์)


ตัวอย่างการใช้ สัทพจน์

v  เร่งคำรนเรียกมัน   ชันหูชูหางแล่น       แปร้นแปร๋แลคะไขว่
ใช้คำว่าแปร้นแปร๋แทนเสียงของช้าง


ตัวอย่างการใช้อติพจน์ การกล่าวอะไรเกินจริง
ขอยกตัวอย่างบทรำพึงของพระมหาอุปราชต่อพระราชบิดา (นันทบุเรง) ว่าด้วยการเทียบพระคุณของบิดาว่ามีมากกว่าแผ่นดิน ยิ่งใหญ่กว่าสวรรค์ชั้นฟ้า หรือ บาดาล

v  พระคุณตวงเพียบพื้น           ภูวดล
เต็มตรลอดแหล่งบน             บ่อนใต้
พระเกิดพระก่อชนม์              ชุมชีพ มานา
เกรง บ่ ทันลูกได้    กลับเต้าตอบสนอง



                ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีชั้นสูงและมีคุณค่ามากดังที่กล่าวไปข้างต้น จึงทำให้วรรณคดีเรื่องนี้เป็นที่นิยมอ่านของคนไทยกันมาจนถึงปัจจุบัน ผู้อ่านจะได้ซาบซึ้งในความไพเราะด้านวรรณศิลป์แล้วยังได้รับความรู้ทางสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆของคนไทยในสมัยก่อน ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง 

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

The Legend of 1900 “จุดสิ้นสุดของโลกไปนี้...อยู่ตรงไหน”

The Legend of 1900“จุดสิ้นสุดของโลกไปนี้...อยู่ตรงไหน”

          จูเซปเป้ ทอนาทอเร่ ผู้กำกับหนังอิตาลีชื่อดังจากเรื่อง Cinema Paradiso ได้มาทำงานในฐานะของผู้กำกับและผู้เขียนบทในเรื่อง The Legend of 1900 ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดและโตในเรือเดินสมุทรเวอร์จิเนีย ตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยที่ไม่เคยก้าวขึ้นไปยืนบนแผ่นดินสักครั้ง

          ช่วงปี ค.ศ. 1900 (ช่วงเวลาในภาพยนตร์) เป็นช่วงที่อเมริกาเรื่องเข้ามามีความสำคัญกับสังคมโลก และการเร่งพัฒนาในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นอุสาหกรรม ธุรกิจบันเทิง ดนตรี(แจ๊ส) การอพยพของชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในอเมริกาเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่มีความมั่นคง โดยการใช้เรือเดินสมุทรข้ามทะเลมา

          ตัวเอกของเรื่องนี้คือนาย”พันเก้า” ผู้ที่เกิดบนเรือ”เวอร์จิเนีย” เรือเดินสมุทรที่พาผู้อพยพจากทางฝั่งยุโรปเข้ามาในอเมริกา นายพันเก้าแสดงทักษะความสามารถทางดนตรีออกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาสามารถเล่นดนตรีได้โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน เวลาผ่านไปนายพันเก้าได้เป็นนักดนตรีอยู่บนเรือเวอร์จิเนียและไม่เคยก้าวเท้าลงจากเรือเลยสักครั้ง หลายคนคงสงสัยว่าจินตนาการของนายพันเก้านำมาจากไหน จินตนาการอะไรที่ทำให้เขาเล่นเปียโนได้ยอดเยี่ยมและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดีขนาดนั้น เมื่อทั้งชีวิตไม่เคยขึ้นจากเรือ นายพันเก้ารับรู้เรื่องราวจากบนบกผ่านการอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า เรียนรู้จากผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามากับเรือในแต่ละเที่ยวของการเดินทางไม่ว่าจะเป็นสายตาหรือคำพูดของใครสักคน นายพันเก้ารู้จักที่จะฟัง รู้จักการอ่านทุกสัญลักษณ์ที่ทุกคนนำติดตัวมา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ เสียง กลิ่น หรือผืนดิน

“แต่ละครั้งที่เขาเล่นดนตรี...เขาเดินทางไปในที่ที่ต่างกัน มันเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ ด้วยเหตุว่าเขาไม่เคยขึ้นจากเรือแม้เพียงสักครั้ง แต่ก็เหมือนกับว่าเขาเคยไปเห็นมาแล้ว แน่นอนเขาไม่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น” (ตัดมาจากหนังสือเรื่องโนเวนเชนโต้)

ครั้งหนึ่งนายพันเก้าเคยตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าตัวเองจะขึ้นจากเรือเวอร์จิเนียไปบนบกแต่สุดท้ายก็หันหลังกลับเข้าเรือและบอกกับตัวเองว่าจะไม่ขึ้นบกอีกตลอดที่ตนยังมีชีวิตอยู่ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตนายพันเก้าบอกเล่าถึงเหตุผลที่ทำให้เขากลับเข้าเรือในวันนั้นว่า ไม่ใช่เพราะสิ่งที่มองเห็นหรอก แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นต่างหากที่ทำให้เขาหยุดชะงักในวันนั้น นายพันเก้าพยายามมองหาจุดสิ้นสุดในเมืองใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าแต่ก็หาไม่พบ ความกลัวจึงเกิดขึ้นมาในใจของนายพันเก้า ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือลำนี้ เขาก็มีความปรารถนาเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในเรือแต่ทว่าความปรารถนานั้นมีขอบเขตแค่หัวเรือถึงท้ายเรือเท่านั้น

“หากเปรียบกับเปียโนสักหลัง คีย์เปียโนมีที่เริ่มต้นและมีที่สิ้นสุด ทั้งหมดมีแปดสิบแปดคีย์ ถ้าผู้เล่นไม่มีที่สิ้นสุด ดนตรีที่เล่นก็จะไร้จุดสิ้นสุด ซึ่งต่างจากเปียโนชีวิตบนผืนแผ่นดิน ที่เบื้องหน้ามันมีคีย์เปียโนหลายพันล้านคีย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น กับคีย์เปียโนแบบนั้นไม่มีดนตรีอะไรที่เราจะเล่นได้  คงเหมือนกับถนนหนทางอันมากมายในโลกใบนี้ เราจะเลือกถนนสักสายได้อย่างไร หรือถ้าจะเลือกผู้หญิงสักคน บ้านสักหลัง ที่ดินสักผืน ทิวทัศน์ไว้มอง วิธีที่จะตาย โลกตรงนั้นทั้งหมด ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหนนี่คือคำพูดของนายพันเก้าที่กล่าวถึงเมืองใหญ่ที่ไร้จุดสิ้นสุด

นายพันเก้ามีความผูกพันกับเรือเวอร์จิเนียมาตั้งแต่เกิดทำให้เป็นเรื่องยากที่ทำให้เขาตัดใจขึ้นจากเรือได้ เขาไม่ใช่คนที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรในชีวิตเพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องยาก นายพันเก้าเป็นคนที่มีนิสัยที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็กทำให้หวาดเกรงต่อสถานที่ใหม่ เขาต้องการกรอบหรือขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ไม่ชอบความวุ่นวาย และอเมริกาไม่ใช่สถานที่แบบนั้น อเมริกาเป็นสถานที่ที่มีแต่ความอิสรเสรีและความวุ่นวาย

ทุกคนมีโลกที่เหมาะสมลงตัวกับชีวิตตัวเองกันไปคนละแบบ โลกใบที่ไม่อาจวัดด้วยคำว่า ดีกว่า หรือ แย่กว่าสำหรับคนอื่น สำหรับนายพันเก้าโลกที่เหมาะสมและลงตัวกับชีวิตของเขาที่สุดก็คงจะเป็นชีวิตบนเรือเวอร์จิเนีย กับเปียโนหนึ่งหลังแปดสิบแปดคีย์ที่มีจุดสิ้นสุด 


วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Taken สู้ ไม่รู้จักตาย (Where is my daughter?)


Taken สู้ ไม่รู้จักตาย (Where is my daughter?)

            คิม ลูกสาวคนเดียวของ ไบรอัน อดีต CIA ถูกลักพาตัวขณะอยู่ในปารีสโดยแก๊งค้ามนุษย์ ไบรอันมีเวลาเพียง96ชั่วโมงเท่านั้นที่จะพาลูกสาวกลับมาก่อนที่เขาจะไม่ได้เจอเธออีก

            ในตอนแรกของหนังจะพูดถึงชีวิตของไบรอันอดีต CIA ที่ทำงานเพื่อชาติจนเมียต้องหอบลูกหนีไปแต่งงานใหม่ แต่ไบรอันก็ยังรักและห่วงลูก เมื่อลูกโตเป็นสาวไบรอันจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อคอยดูแลลูกสาวคนเดียว(คิม)แบบห่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่งลูกมาขอให้พ่อเซ็นใบอนุญาตเพื่อที่จะไปปารีสกับเพื่อน ตอนแรกไบรอันก็ไม่ยอมเพราะคิดว่าปารีสเป็นที่ที่อันตราย แต่สุดท้ายก็เซ็น แต่การตัดสินใจเซ็นใบอนุญาตคราวนี้อาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของไบรอัน เพราะคิมและเพื่อนของเธอถูกคนในแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวขณะคุยโทรศัพท์กับไบรอัน และคนร้ายก็เป็นฝ่ายถือโทรศัพท์อยู่ ไบรอันเลยพูดประโยคเด็ดเพื่อเปิดฉากความสนุกของหนังออกมา

ฉันไม่รู้หรอกแกเป็นใครฉันไม่รู้หรอกว่าแกต้องการอะไร...
ถ้าแกทำเพื่อเรียกค่าไถ่ ฉันบอกได้เลยว่าไม่มีเงิน...
แต่ฉันมีทักษะบางอย่าง...ทักษะที่ฉันสะสมมานานในอาชีพฉัน...ทักษะที่จะทำให้ฉันกลายเป็นฝันร้ายสำหรับพวกแก
ถ้าแกคืนลูกสาวฉันตอนนี้...ฉันจะไม่เอาเรื่องแก
แต่ถ้าแกไม่...ฉันจะตามแก จะเจอแก และจะฆ่าแก
และคนร้ายก็พูดแค่ว่า Good Luck 

          เมื่อจบตรงนี้ขอบอกเลยหนังมันส์มาก ลูกสาวคนเดียวโดนแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไปทั้งทีมีหรือที่คุณพ่อจะยอมปล่อยง่ายๆ ไบรอันได้นำทักษะและประสบการณ์ที่ตัวเองสะสมขณะทำงานใน CIA ออกมาใช้เพื่อตามหาตัวลูก ยอดคุณพ่อนายไบรอัน ทั้งเก่ง ทั้งโหด และแค้นจับจิตสุดๆ ความรู้สึกรักลูกห่วงลูกและแค้นคนที่จับตัวลูกสาวเขาไปถูกถ่ายทอดผ่านฉากแอ็คชั่นไม่ว่าจะเป็นด้วยมือเปล่าหรือด้วยปืนประสบการณ์มากทำให้ไบรอันเกิดความเชี่ยวชาญ รวมถึงบุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนช่างสังเกต และมีไหวพริบทำให้ไบรอันได้หลักฐานที่ใช้ในการหาตัวคิมมามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อถึงปารีสครั้งแรกไบรอันมีหลักฐานที่ใช้ในการตามหาตัวคิมแค่สองอบ่างเท่านั้น นั่นคือ บทสนทนา(ข้อความเสียง)ที่บันทึกไว้ครั้งสุดท้ายก่อนที่คิมจะโดนลักพาตัวและที่อยู่ของคิมในตอนนั้นเท่านั้น


            ไม่ได้หมายความว่าหนังมีดีแค่ฉากต่อสู้ เรื่องราวความรักของพ่อที่มีต่อลูกก็ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหนังเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ม้ว่าบางครั้งความห่วงใยของไบรอันเป็นเหมือนเป็นการปิดกั้นโอกาสและอิสระของลูก แต่นั่นคือความห่วงใยจากคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ตอนที่คิมโดนจับตัวไปไบรอันตัดสินใจไปปารีสทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อที่มีให้กับลูก ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุข เหมือนกับไบรอันที่ไม่ได้เรียกร้องขอให้คิมมาอยู่ด้วยเพราะรู้ว่าในตอนนี้คิมมีความสุขดีอยู่แล้ว


นิทานซ้อนนิทานคืออะไร


บทวิเคราะห์เรื่องนิทานซ้อนนิทาน

นิทานซ้อนนิทานเป็นลักษณะการแต่งเรื่องที่พบในนิทานเวตาล พันหนึ่งราตรี นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่านิทานเอเชียโบราณนี้อาจได้รับอิทธิพลจากกรีกที่ทำสงครามขยายดินแดนและทำการค้าขายกับโลกทางฝั่งตะวันออก (เอเชีย) ลักษณะของนิทานซ้อนนิทานทั่วไปจะเป็นการแทรกนิทานเรื่องย่อยเข้าไปอยู่ในนิทานเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่านิทานที่มีเรื่องราวหลายเรื่องหลายตอนจะเป็นนิทานซ้อนนิทานเสมอไป ต้องเป็นนิทานที่มีปริศนาปิดท้ายนิทานย่อยภายในเรื่องหรือเป็นนิทานที่มีการทิ้งตอนไว้เป็นปมให้กับเรื่องต่อไปเพื่อทำการเชื่อมโยงระหว่างเรื่อง แบบนี้ถึงเรียกได้ว่าเป็นนิทานซ้อนนิทาน

ทำไมนิทานซ้อนนิทานถึงเป็นที่นิยมถ้ามองในมุมมองของผู้แต่ง การแต่งนิทานแนวนี้จะเป็นเหมือนการแสดงฝีมือลีลาในการแต่ง แสดงระดับความรู้ที่ตัวผู้แต่งมี เพราะนิทานซ้อนนิทานเป็นรูปแบบการแต่งเรื่องชั้นสูง มีรูปแบบการแต่งที่ค่อนข้างยาก ซับซ้อนหลายชั้น ผู้แต่งต้องมีความสามารถในการจัดลำดับเรียบเรียงเรื่อง การวางโครงเรื่อง การวางปมของนิทานย่อยที่ต้องสอดคล้อยคล้อยตามไปตามนิทานเรื่องใหญ่ ส่วนในด้านของผู้อ่านกัน เนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นิทานซ้อนนิทานกลายเป็นที่นิย ความสนุกสนานที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายของเนื้อเรื่องส่งผลให้เรื่องไม่น่าเบื่อ ปมปัญหาบางอย่างได้ถูกทิ้งไว้ตรงตอนจบนิทานย่อยทุกครั้ง(เพื่อเตรียมขึ้นเรื่องใหม่) ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกค้างคา(จึงอ่านต่อ) การปิดท้ายนิทานด้วยปริศนาจะส่งผล ทำให้ผู้อ่านได้ความสนุกสนานจากการคิดตามและการพิจารณาถึงเหตุผลของคำตอบที่เกิดขึ้นว่ามันสอดคล้องกับเนื้อเรื่องอย่างไร

การเปรียบเทียบรูปแบบของนิทานซ้อนนิทานทั้งสามเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้แก่ นิทานเวตาลปัญจวิงศติของอินเดียโบราณ นิทานพันหนึ่งราตรีของทางฝั่งอาหรับ และพระสรรพสิทธิของไทย ทั้งสามเรื่องนี้มีลักษณะเป็นการแต่งแบบนิทานซ้อนนิทานเหมือนกัน ถ้าพูดถึงความแตกต่าง เรามาเริ่มที่นิทานเวตาลเทียบกับพันหนึ่งราตรีกันก่อน ทั้งสองเรื่องมีรูปแบบการแต่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นิทานเวตาลจะเป็นการซ้อนแบบใช้คำถามปริศนามาใช้ในการปิดเรื่องย่อย ทำให้ผู้อ่านได้คิดตามหลังอ่านเรื่องย่อยที่แทรกอยู่จบ แต่สำหรับพันหนึ่งราตรีจะมีรูปแบบการเล่าเรื่องแบบจบเป็นเรื่องๆ ตอนท้ายของเรื่องย่อยทุกเรื่องในพันหนึ่งราตรีจะมีปมหรือตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เพื่อปูพื้น(เชื่อมโยง)ไปในเรื่องย่อยเรื่องต่อไป อย่างไรก็ตามทั้งสองเรื่องนี้มีจุดที่เหมือนกันอยู่หนึ่งจุด นิทานย่อยเกือบทุกเรื่องจะสอดแทรกคำสอน ข้อคิดต่างๆที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ส่วนนิทานเวตาลกับพระสรรพสิทธิสองเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องโดยใช้ปริศนาคำทายปิดท้าย เป็นเชิงคิดวิเคราะห์ นอกจากรูปแบบการแต่งที่เหมือนกันแล้วยังมีเรื่องของลักษณะนิสัยตัวละครที่คล้ายกันมาก เวตาลและพระสรรพสิทธิที่เป็นคนถามปริศนามีลักษณะเป็นคน(ตัว)ฉลาด มีไหวพริบ ทั้งคู่รู้จักเลือกใช้คำถามเพื่อใช้หลอกล่ออีกฝ่ายให้ติดกับ เวตาลถามคำถามหลอกล่อให้พระวิกรมาทิตย์พูด ส่วนพระสรรพสิทธิก็ถามคำถามหลอกล่อให้นางสุพรรณโสภาเอ่ยปากออกความเห็นเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตัวละครทั้งสองตัวนี้หลอกล่อสำเร็จคือ การอ่านคนเป็น พระวิกรมาทิตย์และนางสุพรรณโสภาก็มีลักษณะนิสัยร่วมกันอย่างคือเป็นคนฉลาดและอดไม่ได้ที่จะแสดงออกมาว่าตัวเองฉลาด มีความรู้ จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเวตาลและพระสรรพสิทธิเอาชนะทั้งสองคนนี้ด้วยคำถาม

เนื้อหาจากย่อหน้าข้างบนทำให้เราเดาได้ไม่ยากว่ารูปแบบการแต่งของพระสรรพสิทธิกับพันหนึ่งราตรีต้องมีความแตกต่างกันแน่นอน (รูปแบบของพันหนึ่งราตรีจะค่อนข้างแปลกแยก) อย่างไรก็ตามพระสรรพสิทธิกับพันหนึ่งราตรีก็ไม่ได้ต่างกันทั้งหมด มีเรื่องของตัวเอก(พระสรรพสิทธิและนางสุนตลานาเชเฮอร์ซาเด)ที่ใช้ความฉลาดของตัวเองให้เกิดประโยชน์ เป็นจุดร่วมของสองเรื่องนี้


            ในปัจจุบันได้มีหนังสือและภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่นำลักษณะการเล่าเรื่องแบบนิทานซ้อนนิทานมาใช้ทางผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างงานเขียนของโทลคีน (J. R. R. Tolkien) เรื่อง เดอะ ฮอบบิท (The Hobbit) ที่ถูกนำมาทำเป็นหนังฟอร์มยักษ์ กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน (Peter Jackson) ถามว่าตรงไหนหรือที่เป็นรูปแบบของนิทานซ้อนนิทานที่โทลคีนเอามาใช้ ถ้าใครเคยดู เดอะ ฮอบบิทภาคแรก จะมีฉากสำคัญฉากหนึ่งที่ นายบิลโบ แบ็กกิ้น ตกลงมาในถ้ำ เก็บแหวนได้ และเจอกับกอลลั่ม(ที่กำลังจะจับบิลโบกินเป็นอาหาร) บิลโบออกอุบายเล่นทายปริศนากับกอลลั่ม โดยมีข้อตกลงว่าถ้าหากกอลลั่มชนะบิลโบก็จะยอมถูกกิน แต่ถ้าบิลโบชนะกอลลั่มต้องปล่อยเขากลับไปหาเพื่อนๆคนแคระ ช่วงของปริศนาที่บิลโบสลับกันถามกับกอลลั่มช่วงนี้คือช่วงที่โทลคีนยืมรูปแบบของนิทานซ้อนนิทานมาใช้ เห็นได้ว่าเป็นการซ้อนเรื่องด้วยปริศนาคำทายที่ชวนให้คิดตาม เป็นการดำเนินเรื่องด้วยคำถาม จะขอยกตัวอย่างปริศนาที่บิลโบและกอลลั่มใช้เล่นพนันกันมาให้ดูกัน อะไรเอ่ยมีรากแต่ไม่มีใครเห็นสูงกว่าต้นไม้ สูงสูงขึ้นไปแต่ไม่เคยโต(คำตอบคือภูเขา) อะไรเอ่ยไม่มีเสียงแต่ร้องได้ ไม่มีปีกแต่บินได้ ไม่มีฟันแต่กัดได้ ไม่มีปากแต่บ่นพึมพำได้ (คำตอบคือลม) อะไรเอ่ยทุกอย่างมันกินหมดไม่ว่าจะเป็นนก สัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ กินกระทั่งเหล็กแข็ง กัดกระทั่งเหล็กอ่อน หินแข็งๆ ก็เอามาบดกิน ฆ่ากษัตริย์ ทำลายเมือง ทลายกระทั่งภูเขาสูงๆ ให้พังลง (คำตอบคือเวลา) รู้สึกไหมว่าตรงนี้มีส่วนคล้ายกับนิทานเวตาล ถ้าเราลองหาข้อมูลเชิงลึกอีกสักนิดเราจะพบว่าโทลคีนได้หยิมยืมลักษณะการแต่งนิทานซ้อนนิทานของเวตาลมาใช้ ซึ่งก็คือรูปแบบการแต่งโดยใช้ปริศนาคำทายมาช่วยในการดำเนินเรื่อง ลองนึกดูว่าโทลคีนต้องอ่านหนังสือกี่เล่มกว่าจะได้ฮอบบิทมาหนึ่งเรื่อง หนังสือที่โทลคีนอ่านแน่นอนว่าจะต้องเป็นหนังสือที่มีคุณภาพ มีไอเดียหรือรูปแบบการแต่งที่น่าสนใจ ซึ่งในจุดนี้นิทานเวตาลมีครบ โทลคีนเลือกหยิบหนังสือที่เป็นต้นแบบของนิทานซ้อนนิทานเพื่อนนำมาประยุกต์ใช้กับงานเขียนของตัวเอง ซึ่งเขาก็ทำได้ดี