วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ภาษาจากดนตรี...




ดนตรีเป็นภาษาสากล

เป็นภาษาที่คนทั่วทุกมุมโลกรู้จัก

ถึงแม้ว่าบางทีจะพูดไม่รู้เรื่อง

เราก็สามารถที่จะร่วมเล่นดนตรีกันได้...พวกเราสนุกไปกับการเล่น

โดยไม่มีการแบ่งชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว

ดนตรีเป็นภาษาสากล


ในบางทีเราก็นึกสงสารคนที่มี อวัยวะในการรับฟังที่ ผิดปกติ

เช่น คนที่หูหนวกมาตั้งแต่กำเนิด

พวกเขาไม่เคยได้ยินแม้กระทั่งเสียงพูดเลย....

ดังนั้นคนที่โชคดีมีประสาทรับฟังเป็นปกติก็สามารถหาความสุขเล็กๆน้อยจากการฟังดนตรีได้

คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงใดๆเลย

            ดนตรีมีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายเช่น ระบบประสารทอัตโนมัติ ระบบกล้ามเนื้อ และสภาพ

จิตใจ ทำให้สมองหลังสาร “เอนโดรฟิน (Endorphin)” สารแห่งความสุข เพื่อทำให้เราผ่อนคลายและเพราะเหตุนี้

ดนตรีจึงถูกนำมาใช้ในการบรรเทาอาการเจ็บปวด คลายเครียด และลดความวิตกกังวลกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิต 

หรือเด็กสมาธิสั้นเป็นต้น

เรานำดนตรีมาบำบัดผู้ป่วย



           
อย่างไรก็ตาม ดนตรีจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อ มีคนเล่น

เครื่องดนตรีมันเล่นด้วยตัวเองไม่ได้

ไม่ใครที่ตั้งเปียโนไว้เฉยๆ แล้วจะมีเสียงเปียโนแสนไพเราะออกมาจากตัวมันเองหรอก

(ถ้าเล่นเองก็ผีหลอกแล้ว 555)


เพลงที่ว่าเพราะๆนะ ไม่ได้เป็นเพราะเครื่องดนตรีดีหรอกนะ (แต่ในบางมุมก็อาจจะมีส่วน)

ที่ดีน่ะคือคนเล่น เพลงจะเพราะไม่เพราะมันอยู่ที่คนเล่น

ยิ่งคนเล่นมีความสามารถมากเท่าไหร่ เสียงดนตรีที่ถูกบรรเลงออกมากก็ยิ่งมีความไพเราะมากเท่านั้น

และถึงเครื่องดนตรีจะใช้ของดีมียี่ห้อ ราคาแพงหูฉี่ขนาดไหน แต่ถ้าคนเล่น เล่นไม่ดี

ฟังให้ตายยังไงมันก็ไม่เพราะ...


การที่จะเล่นดนตรีให้ได้ดีนั้น

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

อันนี้พูดได้เลยเพราะตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เล่นดนตรีอยู่

การที่จะเล่นดนตรีมันก็ต้องเริ่มจากพื้นฐาน อย่างเช่น ไล่สเกล การฝึกอ่านโน้ต

มันอาจจะดูเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นรากฐานในการที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น

แน่นอน


ถ้าไม่ซ้อมมันก็ไม่ได้

ยิ่งไม่ได้ก็ยิ่งไปได้ช้า

ถ้าไปได้ช้าก็รู้สึกท้อและถอดใจที่จะกระทำมันต่อ รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้

และ หยุด....


หมั่นฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาความสามารถ


ความสามารถที่มีส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก “พรสวรรค์”

การที่เรามีพรสวรรค์ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ฝึกฝน

พรสวรรค์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น


ถ้าตีเป็นเปอร์เซ็น
พรสวรรค์ สัก 10%
ที่เหลือ 90 %
พรแสวงล้วนๆ

บนโลกนี้มีนักดนตรีมากมาย

แต่จะมีสักกี่คน

“ที่ถูกยอมรับจากคนทั่วโลก”

แต่ก็อย่างไรก็ตามการที่เราไม่ได้ถูกยอมรับจากคนทั่วโลกก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

ถึงจะไม่เด่น ไม่ดังแต่เราก็สามารถทำให้คนที่ได้ฟังเราเล่นมีความสุขได้

เพราะยังไงดนตรีก็มีหน้าที่ทำให้คนมีความสุขอยู่แล้ว

เช่น.....

เราสอนคนให้รู้จักดนตรี

เราใช้ดนตรีของเราในการบำบัดและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้อื่น

เราสอนคนให้รู้จักดนตรี


และอย่าลืม “ดนตรีเป็นภาษาสากล”

เราจะไปที่ไหนก็ได้ ถ้าเราเล่นดนตรีได้เราก็สื่อสารกันได้แล้ว






I LOVE MUSIC"""









วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Self Concept!


กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ

วันนี้ จขบ. จะมาพูดถึงเรื่อง "ความกลัว" กันค่ะ

(เครดิตภาพทั้งหมด จาก Google ค่ะ)
--------------------------

คนเรา....กลัวอะไร?
กลัว....

บางคนกลัวการอยู่คนเดียว
บางคนกลัวความตาย
กลัวการจากลากับคนที่เรารัก
กลัวการล้มเหลว
บางคนกลัวคนไม่ยอมรับตัวเอง
กลัวตัวเองไม่มีค่าเวลาอยู่ในสังคม


(ซึ่ง จขบ. ก็เป็นหนึ่งในนั้น กลัวคนไม่ยอมรับ)

การที่เราจะกลัวอะไรสักอย่างมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด
เพราะทุกคนก็มีความกลัวกันได้ทั้งนั้น

แต่ที่น่าสงสารคือ...บางคนกลัวมาก
จนไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย....
--------------------------------
อย่างที่กล่าวไปว่าตัว จขบ. เองก็มีความกลัวอย่างหนึ่งคือ กลัวคนไม่ยอมรับ
เพราะฉะนั้นก็เลยทำตัวให้คนอื่นยอมรับโดยการ
'ทำในสิ่งที่คิดว่าอีกฝ่ายจะชอบโดยไม่สนว่าตัวเองจะต้องฝืนทำหรือเต็มใจทำ
 ขอแค่อีกฝ่ายถูกใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง...'

ว่าง่ายๆก็คือ....

         สร้างภาพนั่นแหละ (ฮา)

จนบางทีก็ได้แต่ถามตัวเองว่า
............................................................
...................................
........
เราคือใคร?
สรุปแล้วตัวเราเองคืออะไร...
เราไม่รู้จักตัวเองเลยสักนิด

เราต้องการอะไร
เราชอบอะไร
จริงๆเราเป็นคนแบบไหน

ไม่มีใครรู้
......
นอกจากตัวเราเอง

ก็มัวแต่สร้างภาพ แล้วเมื่อไหร่จะเป็นตัวของตัวเอง?

แต่การที่เราทำตัวกับคนนี้แบบนึง...คนนู้นอีกแบบนึง...มันอาจจะทำให้คนมองเราว่า 
'เสแสร้ง' และ 'ไร้ความจริงใจ'
         ทั้งๆที่ตัวเราเองไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้นเลยสักนิด....
----------------------------------------------------------------
เราไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนคนอื่นๆเสมอไป
เพราะในบางทีสิ่งที่คนอื่นเขามักจะนิยมทำกัน มันอาจจะไม่ใช่สำหรับเรา
บางอย่างที่ใช่สำหรับเราคนอื่นอาจจะไม่นิยมทำกัน
ชีวิตเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร.......
                        มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งสิ้น

เป็น ตัวของตัวเอง แคร์คนอื่นให้น้อยลงบ้าง
มันอาจจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
ก็เราเป็นของเราแบบนี้....
“แล้วใครจะทำไม?”
ใครรับได้ก็รับไป ถ้ารับไม่ได้เราก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขจุดนั้นของเราให้ดีขึ้น
เป็นตัวของตัวเองแหละดี แต่อย่ามากเกินไปจนลืมรับฟังคนรอบข้าง
อย่าลืมหันมองคนรอบข้างด้วย
เป็นตัวของตัวเองได้...แต่จงอย่าหลงตัวเองนะจ้ะ



เจอกันเอนทรี่หน้าจ้าาา




ฉันรักตัวฉัน.....

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พวกเราชาวค่าย ชาวค่าย YMCA!!


กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ


คราวนี้จขบ.มีโอกาสได้ไปค่ายเยาวชน YMCA ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง



ถึงกันแล้ว ค่าย YMCA บ้างฉาง

บอกตรงๆว่าก่อนไปก็ค่อนข้างตื่นเต้น เพราะไม่เคยไปค่ายแบบนี้มาก่อน (ปกติมีแต่เข้าค่ายที่โรงเรียน)

ตอนแรกก็มีบ่นๆกับเพื่อนว่า “หวา ไปตั้งหกวัน”

ตอนที่ไปถึงค่ายบรรยากาศค่ายต่างจากที่คิดเอาไว้มาก ต้นไม้เยอะสุดๆ ตอนกลางวันอากาศค่อนข้างร้อนแบบอบๆส่วนตอนกลางคืนก็หนาวแบบชื้นๆ เย็นด้วยแอร์ธรรมชาติ อิอิ


บริเวณในค่าย YMCA

ทุกๆเช้าที่ค่ายจะมีให้ออกกำลังกายตอนเช้าและฟังข้อคิด
บางคืนก็จะมีกิจกรรม all camp ที่ทุกคนต้องทำร่วมกัน



ออกกำลังกายตอน 6.30 ทุกวัน



กิจกรรม all camp 


ส่วนกับน้องๆ และคนที่อายุใกล้กัน พวกเราได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้นกว่าวันแรกที่เจอกัน จนสุดท้ายพวกเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้เวลา6 วัน มันผ่านไปเร็วมาก



ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยขึ้น

โดยส่วนตัวอาจจะเป็นเพราะนิสัยของเราที่เป็นคน ตลก เฮฮา ลุยแหลก แบบสบายๆยังไงก็ได้ มันเลยทำให้เราเข้ากับคนได้ง่าย(มากก)

พวกพี่ๆสตาฟน่ารักมาก ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายเขาดูแลเราอย่างดีจริงๆ
ถึงบางทีจะทำกิจกรรมตามแผนที่ให้ไว้ไม่ได้ เพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ (ตกเกือบตลอดเวลา)


เหล่าพี่ๆสตาฟ

พวกพี่ๆเขาก็ยังพยายามที่จะหากิจกรรมมาทำให้เราสนุก คงวุ่นกันหน้าดู


กิจกรรมACTต่างๆของที่นี่คงสนุกมากถ้าฝนไม่ตก และเราก็คงมีเวลาเล่นกันมากกว่านี้
(ACT =  กิจกรรมฐาน)

มีฐานหลายฐานที่ทดสอบเราทั้งในเรื่องของสมรรถภาพทางร่ายกายในฐานปีนผา

ทั้งเรื่องของความแม่นยำ ในฐานยิงธนู ยิงปืน


(ภาพทางซ้ายคือฐานยิงธนู) 
(ทางขวาคือฐานยิงปืน)



และยังมีทั้งในเรื่องของความกล้า ในฐาน รอก และโรยตัว



ฝึกความแข็งแกร่งของร่ายกาย (ความถึกกก)  ในฐานปีนผา


ฐานปีนผา



ฐานสะพานเชือก
(พี่สตาฟลงทุนลงไปนอนลอยน้ำเลย)
เล่นทุกฐาน มีเสียงหัวเราทุกฐาน

--------------------------------------------------------------------------------------------------
สิ่งที่ได้จากค่ายนี้เลยก็คือ


เพื่อนใหม่...

            ทุกคนที่เราพบเห็นในค่ายนี้ล้วนเป็นคนที่เราไม่รู้จัก มาจากต่างที่ ต่างโรงเรียน ต่างการเลี้ยงดู

เด็กบางคนบอกอยากกลับบ้านเพียงเพราะ “ไม่มีแอร์”

เด็กบางคนขาดโทรศัพท์ ขาดไลน์ ขาดเฟสบุ๊ค ไม่ได้

เด็กบางคนบอกว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่ลำบากเหนื่อย


 แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ....



แต่รู้สึกสนุกมาก....และค่ายนี้ก็เป็นค่ายที่สะดวกสบายพอควรในสายตาของฉัน

เห็นอะไรไหมคะ...ทุกคนมีความแตกต่าง แต่เราก็ต้องมาอยู่ร่วมกัน ร่วมทุก ร่วมสุข กันมาตลอด6วัน

                                


                                    "ถ้าเรายอมรับมัน และเข้าใจมัน ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเยอะ"



เหล่าเพื่อนๆในบ้าน C.10 (โตสุดในค่ายแล้วเนี่ย)



ความแตกต่างส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก


ความต่างของการเลี้ยงดู...

แต่ละครอบครัว เลี้ยงดูลูกไม่เหมือนกัน

บางคนสอนให้ลูกรักสบาย คอยจัดหาสิ่งที่ลูกต้องการมาให้ทุกอย่าง บางทีอาจจะเกินกว่าที่เด็กต้อง

การจริงๆด้วยซ้ำ เด็กเลยไม่รุ้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เวลาจะทำอะไรต้องมีพ่อแม่ตลอด


แต่บางครอบครัว บางคน สอนให้ลูกรู้จักความยากลำบาก สอนให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง รับผิดชอบ

ในสิ่งที่ตัวเองทำ ถึงบางทีเด็กจะเหนื่อย แต่มันก็คุ้มเพราะเขาจะได้พึ่งตัวเองได้



อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ได้

เราได้ความมั่นใจมากขึ้น กล้าแสดงออก และฝึกความเป็นผู้นำ

รู้ว่าถ้าอยากให้งานออกมาดี ทุกคนก็ต้องช่วยกันและทำหน้าทีของตัวเองให้ดี ทำมันออกมาให้เต็มที่ที่สุด



หลังจากกลับมาอยู่บ้านก็คิดถึงบรรยากาศที่ค่ายทันที

ตัดสินใจไว้แล้วว่า
...................................
.......................
................
...........
.......
...
..
.



“ยังไงค่ายหน้าก็จะไปแน่ๆ”
YMCA LOGO

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เส้นทาง....ความฝัน...เสียงเยาะเย้ย


บางคงมีความฝัน...และกล้าที่จะทำตามความฝัน

บางคงมีความฝัน...แต่ไม่ออกทำตามฝัน

บางคนมีความฝัน...ว่าวันหนึ่งจะมีความฝัน

บางคน...ไม่กล้าแม้แต่จะฝัน

แล้วคุณละ เป็นคนประเภทไหน?

หลายคนยึดติดกับความจริง แต่ก็มีอีกหลายคนก็ยังคงจมอยู่กับความฝัน

แน่นอนความจริงก็เป็นสิ่งสำคัญแต่ในบางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

          ทุกคนล้วนมีความฝันที่เล็กใหญ่แตกต่างกันไป

ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน...ก็ยิ่งเหนื่อยมากเท่านั้น

ยิ่งเล็กมากแค่ไหน...ก็ยิ่งเหนื่อยน้อยมาตามลำดับ

ความแต่ต่างของความฝันที่อยากเรียนให้จบ กับความฝันที่ว่าอยากทำธุรกิจกำไรพันล้าน
ขนาดมันต่างกันนะ...ว่าม่ะ

                                              ยิ่งสูง...ตกลงมายิ่งเจ็บ

          บางคนอาจหัวเรากับความฝันของเราแล้วบอกว่า มันเป็นความฝันลมๆแล้งๆ ไม่มีทาง

เป็นจริงหรอก มันเป็นฝันที่ไร้สาระ...ไม่จริง ถ้าเราไปเอนอ่อนกับคำพูดของคนอื่นมันก็เหมือน

การตัดกำลังใจตัวเอง วิธีการให้กำลังใจที่ดีที่สุด

อย่าทำลายมัน....

กว่าจะไปถึงจุดหมาย กว่าจะไปถึงฝันที่วาดหวังเอาไว้ ก็ต้องฝ่าพันอุปสรรคและปัญหามากมาย

ไม่มีความสำเร็จใดหรอกที่ได้มาง่ายๆ ทุกอย่างย่อมต้องพบอุปสรรค

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ฝัน

ทั้งความผิดหวัง ทังความล้มเหลว มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

บางคนล้มแล้วลุก ช้าหรือเร็วแตกต่างกันไป

บางคนล้ม...แล้วไม่ยอมลุก เอาแต่จมอยู่กับความผิดพลาดของตัวเองจนถูกความกลัวกลืน
กินไม่ให้ก้าวเดินต่อไปบนทางข้างหน้า

บางคน...ล้มเหลว

และไม่กล้าที่จะฝันอะไรอีกเลย....

เมื่อเราพบกับความผิดหวังเราก็ต้องยังหวัง

ความหวังทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่าสมศักดิ์ศรี


          แต่สำหรับหลายๆคนที่ไล่ตามความฝันจนสุดท้ายได้มันมาสมความพยายาม
เมื่อได้มันมาแล้ว...

         จะทำอะไรต่อ?

จะฝันใหม่อีก หรือ จะหยุดแค่เท่านี้

บางคนเลือกที่จะฝันต่อแล้วไล่ตามมันอย่างที่เคยเป็น เพราะเขายังไม่พอใจ

แต่บางคนก็เลือกที่จะหยุดเพราะเขาพอใจในสิ่งที่มีแล้ว

หรือ?

กลัวที่จะเผชิญกับความทุกข์ที่จะมาพร้อมกับความฝันครั้งใหม่

กลัวว่าความสุขจากความสำเร็จในครั้งนี้จะหายไป

          การกลัวอะไรมากเกินไปมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการขังตัวเองไว้ในกรงที่เปิดประตูอยู่

คุณเคยไหม?
เมื่อพบกับความผิดพลาด พบกับปัญหาต่างๆที่รุมล้อมเข้า ยิ่งหนี...

          มันก็ดูเหมือนจะทวีคูณมากขึ้น...

จนบางครั้งก็รู้สึกว่าอยากจะหายจากโลกนี้ไปซะ

รู้สึกไม่อยากรับภาระ ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากทำให้ใครเจ็บปวด

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะบอกว่า

“มันไม่มีทางออกแล้ว จบสิ้นแล้ว ทุกอย่าง”

หรือมันหมายความว่า

เราเลือกที่จะไม่มีทางเอง

ในบางเวลาที่เราเลือกเส้นทางเดินผิดแต่เมื่อเราเลือกแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราเลือก

แม้จะตอนนี้จะเดินมาผิดทางถ้าเราพยายาม ไม่ยอมแพ้ อีกไม่นานเราก็จะค้นพบทางที่สามารถเชื่อมกับเส้นทางที่เราอยากเดินได้...

พยายามแล้วไม่เจอ

ดีกว่า....

ไม่พยายามแล้วบ่นว่าไม่มี

          เส้นทางที่ผู้คนนิยมเดินกันมันอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

เราไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามพวกเขาหรอก

ชีวิตเป็นของเรา

สมอง หัวใจ ร่างกาย ทั้งหมดเป็นของเรา

          มิใช่ของใครอื่น...

ก่อนที่จะยอมแพ้...หันกลับไปดูว่าเราเดินมาไกลขนาดไหนแล้ว

ดูรอบข้างว่ามีใครบ้างที่คอยให้กำลังใจเรา คอยรอเฝ้าดูเราเมื่อเราประสบความสำเร็จในชีวิต

เป้าหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่วิเศษหรือหอมหวานที่สุด

เพราะในบางที

ช่วงเวลาที่กำลังเดินทางต่างหาก...ที่วิเศษและน่าจดจำที่สุด...

จำไว้นะ...

บนโลกนี้น่ะ

          ไม่มีใครสมควรที่จะหายไปหรอก อย่านึกเด็ดขาดว่าถ้าไม่มีตัวเองแล้วอะไรๆมันจะดีขึ้น

ทุกคนล้วนมีคุณค่า

ทุกคนล้วนมีข้อดี ข้อด้อย

          มันไม่มีใครที่ สมบูรณ์แบบหรอก

ไหนๆก็ได้เกิดมาแล้วจะให้หายไปง่ายๆ..โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยได้ยังไงกัน


        จริงไหมละ.....