วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความทรงจำในคืนวันเพ็ญ...เงาไม้


ขอบคุณเพลง เงาไม้ จากวงไหมไทยนะคะ ที่ให้ไอเดียในการแต่งนิยายเรื่องนี้ค่ะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ...

...คืนนี้จึงเป็นคืนที่”กอหญ้า”โปรดปรานที่สุด


แสงจันทร์วันนี้นวลคล้ายชวนให้น้องเที่ยว


“ต้นแก้ว...พี่อยากออกไปชมจันทร์จัง” เสียงใสของกอหญ้าเอ่ยปากถามน้องสาวเพียงคนเดียวของตนที่กำลังนั่งสานปลาตะเพียนอยู่ที่ริมตลิ่ง

“แก้วจะไปกับพี่ไหม”

“พี่จะพายเรือออกไปหรือ”

“ก็คงอย่างงั้นแหละ” บทสรุปของบทสนทนาระหว่างพี่น้องจบลงด้วยการพายเรือออกไปชมจันทร์ที่ศาลากลางน้ำ


ฟ้าสีเข้มที่ไร้เมฆหมอกบดบัง ขับจันทร์ให้โดดเด่นกว่าเคย....


จะให้เหลียวไปแห่งไหน


“พี่กอหญ้าดูปลาตัวนี้สิ”

“นี่ๆตรงนั้นด้วย”

“โห! ทำไมที่นี้ดาวเยอะจังละคะ เยอะกว่าริมตลิ่งที่บ้านเราอีก”

ผู้เป็นพี่ทำได้เพียงยิ้มออกมาน้อยๆกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของต้นแก้ว...ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้นแก้วจะพูดพรรณนาถึงความสวยงามตลอดทาง...เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ต้นแก้วมาที่นี่

“พี่กอหญ้า ดูในน้ำสิเห็นเงาอะไรรึเปล่า” คิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อยกับคำถามที่ถูกส่งมาอย่างกะทันหัน และใช้ดวงตาคู่สวยมองไปยังที่ๆน้องสาวตนชี้


ชลใสดูในน้ำเงาดำนั้นเงาใด

อ๋อไม้ริมฝั่งชล...


“อ๋อ...ต้นไม้ริมน้ำนะ...” กอหญ้ายิ้มแล้วพูดต่อ ”สวยใช่ไหมละ”

“อื้อ! สวยมากๆเลยละ”

“ทั้งต้นไม้ ทั้งฝูงปลา ทั้งพระจันทร์ ทุกอย่างสวยไปหมด ต้นแก้วชอบที่สุดเลย”

“พี่ก็ชอบเหมือนกันจะ”  พูดจบกอหญ้าก็จอดเรือไว้ใต้เงาต้นไม้ต้นนั้น

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ดวงจันทร์ยิ่งลอยเด่นฟ้า สายลมอ่อนของราตรีพัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าอย่างอ่อนโยน กอหญ้าแลเห็นประกายความสุขในดวงตาของน้องสาว มันเป็นความสุขที่ออกมาจากใจจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง กอหญ้ารู้สึกเช่นนั้น

สวยแจ่ม แสง เดือน

หมู่ปลาเกลื่อนดูเป็นทิว

หรรษ์รมย์...ลมริ้ว

จอดเรืออาศัยเงาไม้ฝั่งชล


และคืนนี้จะเป็นคืนที่สองพี่น้องจะจดจำไว้ไปอีกนานแสนนาน...

         


“พอถึงคืนวันเพ็ญ...สัญญาว่าจะออกมาชมจันทร์ด้วยกัน”

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"The Library ห้องสมุดแห่งรัก" หนังดีๆที่ทุกคนควรดู


วันนี้ จขบ.มีหนังสั้นดีๆมานำเสนอค่ะ ชื่อเรื่องว่า “The Library ห้องสมุดแห่งรัก”
อยากให้ทุกคนสละเวลาสัก 30 นาทีเพื่อดูหนังเรื่องนี้จนจบ
          บางที...เมื่อดูจบแล้วคำว่า “เดี๋ยวก่อน” หรือ “รอก่อน” ที่ออกมาจากปากของคุณ...อาจจะน้อยลงก็ได้




“ถ้าหากวันนั้น...พวกเราได้คุยกันละก็”
           
            “สิ่งเล็กๆที่เราทำ อาจช่วยเปลี่ยนโลกใบนี้” มัลลอยด์ยิ้มและพูดต่อว่า “อาจจะไม่มีใครรู้จนกระทั่งเราตายไปแล้วร้อยปี เราอาจจะไม่มีวันเห็นมันเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราสร้างไว้จะคงอยู่ตลอดไป” ข้อความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ “From Here to Eternity” และถูกนำเสนอผ่านหนังสั้นเรื่อง “The Library ห้องสมุดแห่งรัก” แต่จะสื่อออกมาในรูปแบบไหน จะเป็นแบบเดียวกับที่เราเข้าใจรึเปล่า? ก็ต้องติดตามชมกันต่อไป



            เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ที่ “จิม” ได้พบกับ”แอน” บรรณารักษ์สาวของห้องสมุดแห่งนี้ ทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น แต่เพราะกฎของห้องสมุดที่ว่า ห้ามใช้เสียง เลยทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถพูดคุยกันได้ ดังนั้นจิมเลยใช้วิธีสื่อสารกับแอนโดยการเขียนข้อความไว้หลังใบยืมจากหนังสือที่เขายืมไป แต่โชคร้ายที่แอนไม่เคยสังเกตเห็นมันเลย เวลาล่วงเลยไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆของทั้งคู่ถูกเก็บไว้ที่ก้นบึ้งของหัวใจ ฉากสำคัญของเรื่องเริ่มที่ว่า แอนได้รับรู้ถึงความจริงที่ว่าจิมได้จากไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ และเธอได้พบข้อความของจิมที่เขียนถึงเธอในหนังสือทุกเล่มที่เขายืม...ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย แอนพลาดโอกาสที่จะบอกความในใจของตัวเองออกไป ในตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่กับแอนมีเพียงความรู้สึกในใจของเธอ และกระดาษโน้ตของคนที่เธอรัก เธอได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ “โอกาส” เธอสูญเสียโอกาสที่จะบอกความรู้สึกนั้นออกไป



            หนังสั้นเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพระเอกกับนางเอกที่ต้องหาวิธีการสื่อสารกันโดยไม่ใช้คำพูด เพราะมี“กฎห้ามใช้เสียงของห้องสมุด” เป็นอุปสรรค และนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้หนังสั้นเรื่องนี้มีความต่างจากหนังสั้นเรื่องอื่นๆ
ข้อความของจิมฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงแอน

            การดำเนินเรื่องของ “ The Library” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เหมือนจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งคู่ได้เติบโตผ่านการเรียนรู้ความผิดหวังจากความรักและได้เรียนรู้ว่าบางครั้งบทสรุปของความรักอาจไม่ได้ลงเอยด้วยความสุขเหมือนในเทพนิยาย หากแต่เป็นจุดจบอันน่าเศร้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

            มีคนมากมายที่ผิดหวังและต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แค่เพียงเพราะ รอ รอจนสูญเสียโอกาสสำคัญ ที่ทั้งชีวิตอาจไม่ได้รับอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งประเด็นนี้ “The Library” ได้สื่อถึงคนดูได้อย่างชัดเจนและสมบูรณ์แบบ ผ่าน จิม และ แอน ที่เติบโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งช่วงเวลาของความสุขและความเศร้าต่างผสมผสานกันได้ย่างลงตัว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับช่วงเวลาที่มาพร้อมกับโอกาส


จบแล้วค่ะในเอนทรี่นี้
แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้านะคะทุกคน


...เกล้าแกละ...

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทัศนคติที่ดีในการทำงาน


สวัสดีค่ะทุกท่าน

หลังจากที่หายหน้าหายตามานาน วันนี้ก็กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ

วันก่อนได้มีโอกาสไปนั่งดูการทำงานของนักจิตวิทยามา(แล้วแอบจดเล็กเชอร์เรื่องดีๆมาเลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ)

เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติที่ดีในการทำงาน แต่ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงคลื่นพลังงานกันก่อน

            คลื่นพลังงานคืออะไร?

คลื่นพลังงานอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยมี”อิเล็กตรอน”เคลื่อนที่ไปในลักษณะของคลื่น ในตัวคนเราก็มีนะคลื่นนี้อ่ะ

มีการค้นพบอันหนึ่ง(ที่น่าสนใจมาก) เกี่ยวกับโมลิกุลของน้ำ (นอกเรื่องแปป)

การทดลองชิ้นแรก

ทำโดยการส่งคนไปยังสถานที่ต่างๆแล้วเก็บตัวอย่างน้ำจากแต่ละที่มา แล้วนำกลับมาตรวจ ผลปรากฏว่า น้ำที่เก็บมาจากแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มีการเรียงตัวของโมลิกุลเป็นผลึกสวย ต่างจากสถานที่ที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์


การทดลองชิ้นที่สอง

ทดลองโดยนำน้ำสะอาดที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง(ลักษณะของโมลิกุลก็เหมือนกัน) เทใส่ในแก้วสองแก้วโดยที่แก้วใบหนึ่งมีคำที่ไม่สุภาพ(คำหยาบ)เขียนเอาไว้อยู่ แต่อีกใบมีคำหวานเขียนเอาไว้ ทิ้งให้ผ่านไปสักพักแล้วแล้วมาตรวจใหม่ พบว่าแก้วที่มีคำหวานเขียนไว้อยู่มีการเรียงตัวของโมลิกุลเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม แต่ในแก้วที่เต็มไปด้วยคำไม่สุภาพพบว่าโมลิกุลเรียงตัวกับอย่างระเกะระกะไม่สวยงามเหมือนอีกแก้ว

โมเลกุลของน้ำ
การทดลองชิ้นที่สาม

            ทดลองโดยการเทน้ำจากเหยือกเดียวกันให้แต่ละคน(ที่ถือแก้วไว้ประมาณสิบกว่าคน) ให้ทุกคนถือไว้ก่อนแล้วคิดถึงอะไรก็ได้จากนั้นก็ในลองชิมน้ำในแก้วตัวเอง สิ่งที่พบก็คือรสชาติน้ำของแต่ละคนที่กินไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าน้ำมีรสหวาน บางคนบอกว่าน้ำมีรสเค็ม (คนที่ชิมแล้วน้ำมีรสเค็มเขาบอกว่าเขานึกถึงทะเล)


ถ้าถามว่า คุณคิดว่าคนที่ทำอาหารแล้วหน้าบึ้ง
            กับคนที่ทำอาหารแล้วยิ้มแย้ม
                        อาหารของใครจะอร่อยกว่ากัน?
                                    ตอบเอาเองค่ะ

บางคนถามว่านิยามของคำว่าทัศนคติคืออะไร?
          ทัศนะ แปลว่า มุมมอง ความเห็น หรือแนวคิด
            คติ แปลว่า แบบอย่าง วิถี วิธี หรือแนวทาง
ถ้าแปลตรงตัวเลยก็คือ “วิธีมอง”

จี เมอร์ฟี , แอล เมอร์ฟี และ ที นิวคอมบ์ (G. Murphy , L. Murphy and T. Newcomb , 1973 : 887) ให้ความหมายของคำว่า ทัศนคติ หมายถึง ความชอบ หรือไม่ชอบ พึงใจ หรือไม่พึงใจที่บุคคลแสดงออกมาต่อสิ่งต่าง ๆ

สรุปได้ว่า ทัศนคติ เป็นความรู้สึกและความเชื่อหรือการรู้ของบุคคลต่อสิ่งหนึ่งใน หรือประเมินค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทางบวกหรือลบ และทำให้บุคคลเกิดแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมโต้ตอบในทางใดทางหนึ่ง ต่อสิ่งนั้น หรือเป้าหมายทัศนคตินั้น



ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีในการทำงานจะส่งผลอย่างไรบ้าง

ทำให้เราทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความสุขใจ โดยการมีอารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส่ มองโลกในแง่บวก ไม่จมอยู่กับข้อผิดพลาดหรือการโทษตัวเอง จะทำให้เรามีสุขภาพจิตดี และทำงานอย่างมีความสุข ตลอดจนสร้างคุณค่าทางด้านความรู้สึกให้กับตนเอง มีกำลังใจในการทำงานโดยการไม่ต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ตลอดจนตอบสนองความต้องการความสำเร็จได้ 


แล้วทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงานละ?

            มันจะตรงข้ามกับทัศนคติที่ดีโดยสิ้นเชิง ทัศนคติที่ไม่ดีมันเกิดจากการที่เรามีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด มองโลกในแง่ลบ ไม่มีความพอใจในการทำงานเนื่องจาก ขี้เกียจ เบื่อ ยาก เหนื่อย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงาน ถ้าเรามีมันเยอะๆเข้าจะส่งผลทำให้เราเกิดความไม่พอใจในงานที่เราทำ จนกลายเป็นความขัดแย้งกับงาน เกิดความผิดหวัง ท้อถอย และห่างเหิน จากงานในที่สุด

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วอยากทำงานให้มีความสุข
            ก็เริ่มต้นจากเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองให้กลายเป็นทัศนคติที่ดี แล้วเราจะมีกำลังใจในการทำงานอีกเยอะเลย



เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ
(อาจจะนานนิดนึงเพราะจขบ.ต้องไปจีนหนึ่งเดือนค่ะ ถ้ากลับมาจะรีบอัพเลยนะคะ)

ครั้งหน้าเราจะมาพบกันอีกครั้งกับวิธีจัดการกับความขี้เกียจกันนะเจ้าคะ
สุดท้าย

ขอโทษที่ห่างหายกันไปนานค่ะ

อ้างอิง
http://www.novabizz.com/NovaAce/Manage/satisfaction.htm

http://www.novabizz.com/NovaAce/Attitude.htm

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(สำหรับนักเรียนม.3)

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

            อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่าอิเล็กตรอน (Electron) ซึ่งเป็นอนุภาพประจุลบที่ไหลในวงจรไฟฟ้า นั่นคือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการไหลของอิเล็กตรอนหรือกระแสไฟฟ้าผ่านชิ้นส่วน โดยที่ทิศทางการไหลของอิเล็กตรอนและกระแสไฟฟ้าจะมีทิศทางในการไหลที่สวนทางกัน และเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่ง เช่น มีขนาดความต่างศักย์ที่เปลี่ยนไป
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

            อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก มีทั้งกลุ่มที่ใช้สารเป็นตัวนำไฟฟ้า ฉนวนไฟฟ้า และกึ่งตัวนำไฟฟ้า


ตัวต้านทานไฟฟ้า
            ตัวต้านทางไฟฟ้า (Resistor) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรว่าจะให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มากหรือน้อย โดยตัวนำไฟฟ้าที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มากมายจะมีความต้านทานไฟฟ้าน้อย ในทางกลับกันถ้ายอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้น้อยก็แสดงว่ามีความต้านไฟฟ้ามาก
ตัวต้านทานสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิดได้ดังนี้
1.)  ตัวต้านทานชนิดค่าคงที่ (Fixed resistor)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่ลดปริมาณกระแสไฟฟ้าในวงจรให้น้อยลง โดยที่ตัวต้านทานนี้จะมีความต้านทานคงที่เลยไม่สามารถปรับเปลี่ยนค่าได้ มีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทรงกระบอกแท่งสี่เหลี่ยม
มีสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร คือ http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/287/1/pic4/electronic/resistor_clip_image001.gif ซึ่งสามารถอ่านค่าความต้านทาน
ได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม ( 
Ω )

แถบสีที่อยู่บนตัวต้านทานโดยส่วนมากจะมี 4 แถบ และมีแถบสีที่ชิดกันอยู่ 3 สี อีกสีหนึ่งจะอยู่ห่างออกไปที่ปลายข้างหนึ่ง การอ่านค่าจะเริ่มจากแถบสีที่อยู่ชิดกันก่อนโดยแถบที่อยู่ด้านนอกสุดให้เป็นแถบสีที่ 1 และสีถัดไปเป็นสีที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ สีแต่ละสีจะมีรหัสประจำแต่ละสี ดังตาราง


สี
แถบสีที่ 1
แถบสีที่ 2
แถบสีที่ 3
แถบสีที่ 4
ค่าตัวแรก
(หลักสิบ)
ค่าตัวแรก
(หลักหน่วย)
ตัวคูณ
% ความ
คลาดเคลื่อน
ดำ
0
0
1
-
น้ำตาล
1
1
10
-
แดง
2
2
100
± 2 %
ส้ม
3
3
1,000
-
เหลือง
4
4
10,000
-
เขียว
5
5
100,000
-
ฟ้า
6
6
1,000,000
-
ม่วง
7
7
10,000,000
-
เทา
8
8
100,000,000
-
ขาว
9
9
1,000,000,000
-
ทอง
-
-
0.1
± 5 %
เงิน
-
-
0.01
± 10 %
ไม่มีสี
-
-
-
± 20 %
http://www.mindmap4u.com/edu/attachment/photo/Mon_1103/1_f6bd1300934734aa112823c43e45c.jpg
2.)  ตัวต้านทานปรับค่าได้ (Variable resistor)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่สามารถปรับค่าความต้านทานให้มากหรือน้อยได้ตามความต้องการ ปัจจุบันได้มีการเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้มาใช้เป็นอุปกรณ์ในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายหลายชนิด เช่นปุ่มความคุมความดัง-เบาของวิทยุ เป็นต้น   ตัวต้านทานปรับค่าได้มีหลายแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
-         แบบหมุนแกน (Potentiometer) หรือที่เรียกกันโดยทั้งไปนั้นคือ volume ส่วนใหญ่พบในเครื่องขยายเสียงทั่วไป

-         แบบทริม (Trimmer) โดยที่ชนิดนี้จะต้องอาศัยไขความมาช่วยในการปรับ เพราะส่วนใหญ่จะใช้กับงานที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าโดยไม่ได้ได้ตั้งตัว เช่น งานอุสาหกรรม


-         แบบแท็ป (Tap) ตัวต้านทานชนิดนี้จะสามารถปรับค่าได้โดยการเลื่อนแท็ปตรงกลาง ส่วนใหญ่เป็นการตั้งค่าครั้งเดียวในการใช้งาน เนื่องจากงานบางประเภทต้องการค่าความต้านทานรวมและอัตราการทนกำลังที่ที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้

3.)  ตัวต้านทานไวความร้อน (Thermistor)
เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ นิยมนำมาให้กับอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเช่น เครื่องเตือนอัคคีภัย ตู้อบอาหาร เป็นต้น

แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
-          ชนิดแปรผันตรงกับอุณหภูมิ (Positive temperature control thermistor : PCT) เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และลดลงเมื่ออุณหภูมิต่ำลง
-         ชนิดแปรผกผันกับอุณหภูมิ (Negative temperature control thermistor : NCT) เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง และลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
4.)  ตัวต้านทานไวแสง (Light Dependent Resistor : LDR)
เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงตามความเข้มของแสงที่มาตกกระทบ ทำจากสารกึ่งตัวนำซึ่งเป็นสารที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ เมื่อแสงตกกระทบจะเกิดการไหลของอิเล็กตรอนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น (โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มของแสงที่มาตกกระทบถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ 


ตัวเก็บประจุ
            ตัวเก็บประจุ (Capacitor) เป็นที่เก็บพลังงานไฟฟ้า และปล่อยออกมาเมื่อต้องการใช้ประจุไฟฟ้าในตัวเก็บประจุ มีหน่วยวัดเป็น ไมโครฟารัด (Microfarad : µ F ) ซึ่ง 1 F มีค่าเท่ากับ 10 6 µ F ตัวเก็บประจุมีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอก แต่อาจจะมีรูปร่างเป็นแบบอื่นก็ได้ ส่วนใหญ่ทำด้วยแผ่นโลหะบาง  2 แผ่น ระหว่างแผ่นโลหะบาง  2 แผ่นแทรกด้วยฉนวนที่เรียกว่า ไดอิเล็กทริก (dielectric) และโลหะแผ่นบนปิดทับด้วยฉนวนอีกชั้นหนึ่ง แล้วม้วนเป็นทรงกระบอกบรรจุในกล่องที่ทำด้วยโลหะ แผ่นโลหะที่ประกอบในตัวเก็บประจุอันหนึ่งทำหน้าที่เก็บประจุบวก ส่วนอีกแผ่นจะทำหน้าที่เก็บประจุลบ ดังนั้นตัวเก็บประจุจึงทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่ขนาดเล็ก


ตัวเก็บประจุมีด้วยกันหลายแบบหลายขนาด แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 
1)      ตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่ ( Fixed Value Capacitor ) 
เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการผลิตให้มีค่าคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความจุได้ แต่จะปรับค่าความจุให้เหมาะสมกับวงจรได้โดยนำตัวเก็บประจุหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบขนานหรืออนุกรม


2 ) ตัวเก็บประจุเปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Capacitor )
เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถปรับค่าความจุได้  โดยทั่วไปมักใช้ในวงจรปรับแต่งสัญญาณ
ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพบในเครื่องรับวิทยุซึ่งใช้เป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุ ตัวเก็บประจุ
ชนิดนี้ส่วนมากเป็นตัวเก็บประจุชนิดใช้อากาศเป็นสาร ไดอิเล็กทริกและการปรับค่าจะทำได้โดยการหมุนแกน ซึ่งมีโลหะหลายๆ แผ่นอยู่บนแกนนนั้น เมื่อหมุนแกนแผ่นโลหะจะเลื่อนเข้าหากันทำให้ค่าประจุเปลี่ยนแปลง สัญลักษณ์ของตัว


ไดโอต (Diode)
             ไดโอตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ช่วยควบคุมให้กระแสไฟฟ้าจากภายนอกไหลผ่านได้ทิศทางเดียว และป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับจากอุปกรณ์ประเภทขดลวดต่างๆ ไดโอดประกอบด้วยขั้ว 2 ขั้ว คือ แอโนด ( Anode : A )ต้องต่อกับถ่านไฟฉายขั้วบวก ( + )  และแคโทด ( Cathode : K )  ต้องต่อกับถ่านไฟฉายขั้วลบ( - )การต่อไดโอเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกขั้ว ถ้าต่อผิดขั้วไดโอดจะไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในวงจรไม่ได้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1.)    ไดโอตธรรมดา (Normal diode)
      เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่นำสารกึ่งตัวนำ 2 ชนิด คือชนิดพี (p) และชนิด (n) มาประกอบด้วยขั้วสองขั้ว คือ ขั้วแอโนดต่ออยู่กับแอโนดต่ออยู่กับสารกึ่งตัวนำชนิด (p )และขั้วแคโทดต่ออยู่กับสารกึ่งตัวนำชนิด (n)



2.)    ไดโอตเปล่งแสง (Light emitting diode : LED)
      เป็นไดโอตที่เปล่งแสงออกมาเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน (เนื่องจากพลังงานที่ปลดปล่อยจากอะตอมของสารที่ใช้ทำไดโอต)
เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่วงจรจะมีกระแสอิเล็กตรอนวิ่งเข้าสู่อะตอมของธาตุที่ใช้ทำไดโอตทำให้อะตอมมีพลังงานเพิ่มขึ้นอิเล็กตรอนวงนอกสุดมีพลังงานสูงก็จะเปลี่ยนขั้นพลังงานไปสู่ชั้นพลังงานที่สูงกว่า (สถานะกระตุ้น) และเมื่ออิเล็กตรอนเหล่านั้นกลับสู่ชั้นพลังงานเดิม(สถานะพื้น) ก็จะปล่อยพลังงานออกมาในรูปพลังงานความร้อนและแสงสว่าง
ทรานซิสเตอร์
            ทรานซิสเตอร์(transistor) เป็นอุปกรณอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่มีความแข็งแรงทนทานและมีราคาถูกทั้งในด้านการผลิตและการใช้งานจึงถูกนำไปใช้ในแผงวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด
 ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ 3 ชั้นส่วนใหญ่ทำด้วยซิลิคอน (Silicon) แต่ละชั้นจะต่อลวดตัวนำออกจากเนื้อสารกึ่งตัวนำ ลวดตัวนำในทรานซิสเตอร์แต่ละชนิด
จะมี 3 ขา ได้แก่ 
ขาเบส ( Base : B ) 
ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E ) 
ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C ) 
BC635 NPN Transistor


สารกึ่งตัวนำที่นำมาประกอบเป็นทรานซิสเตอร์มีอยู่ 2 ชนิด
-         ชนิดพี (p) ทำจากซิลิค่อนผสมกับโบรอน
-         ชนิดเอ็น (n) ทำจากซิลิค่อนผสมฟอสฟอรัส
หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ
1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP )
เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์
2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN )
เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์


           ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขา B หรือเรียกว่า กระแสเบส นั่นคือ เมื่อกระแสเบสเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าในขา E (กระแสอิมิตเตอร์) และกระแสไฟฟ้าในขา C (กระแสคอลเล็กเตอร์) เปลี่ยนแลงไปด้วย ซึ่งทำให้ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจร โดยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา B ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา E และ C ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนปิดไฟ (วงจรเปิด) แต่ถ้าให้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยผ่านขา B จะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มากกว่า ให้ผ่านทรานซิสเตอร์แล้วผ่านไปยังขา E และผ่านไปยังอุปกรณ์อื่นที่ต่อจากขา C

ซิลิคอนซิป
ซิลิคอนซิป (Silicon chip) หรือ IC (Integrated circuit)
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กเป็นการลดขนาดของทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าทรานซิสเตอร์ทั่วไป ซิลิคอนซิปแต่ละอันจะถูกออกแบบและวางแผนไว้อย่างดีว่าจะใช้ทำหน้าที่อะไร
ในการผลิตซิลิคอนซิปนั้นจะเอาซิลิคอนมาทำเป็นแท่งทรงกระบอก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร แล้วเฉือนเป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า เวเฟอร์ (wafer) และพิมพ์วงจรขนาดจิ๋วลงบนแผ่นนี้
เราสามารถแบ่งประเภทของซิลิคอนซิปตามการใช้งานเป็น 3 ประเภท
1.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูล เช่น เอทีเอ็ม (ATM) ซิมการ์ด (SIM Card) บัตรประชาชน เป็นต้น
2.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูลและสั่งงาน เช่น ซีดี (CD) ดีวีดี (DVD) เป็นต้น
3.)    ซิลิคอนซิปสำหรับบันทึกข้อมูลและประมวลผล เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิทัล เป็นต้น

การต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์
            วงจรอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อกันเป็นวงจรซึ่งแต่ละวงจรอาจประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของวงจรนั้นๆการศึกษาวงจรการทำงานทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆได้ดียิ่งขึ้นตลอดจนสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วงจรของตัวต้านทาน
1.)    วงจรของตัวต้านทานชนิดค่าคงที่
จะควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร ซึ่งบริเวณที่มีค่าความต้านทานสูงกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านบริเวณนั้นได้น้อยเหมาะสำหรับวงจรที่ไม่ต้องการปรับค่าความต่างศักย์หรือกระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรซึ่งการต่อตัวต้านทานเข้าในวงจรไม่ต้องคำนึกถึงทิศทางขั้วบวกและขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า
2.)    วงจรของตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้
สามารถควบคุมค่าความต้านทานให้มากหรือน้อยตามต้องการ การปรับเปลี่ยนความต้านทานของตัวต้านทานขึ้นอยู่กับประเภทของตัวต้านทานปรับค่าได้นั้นๆว่ามีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเมื่อทำให้มีความต้านทานน้อย กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรมากจึงทำให้หลอดไฟฟ้าสว่างมาก แต่ถ้าเลื่อนปุ่มปรับให้มีความต้านทานมาก กระแสไฟฟ้าไหลผ่านน้อย ทำให้ความสว่างของหลอดไฟลดลง

ตัวต้านทานชนิดไม่คงที่(บน) ตัวต้านทานนิดคงที่(ล่าง)
วงจรไดโอต
1.)    วงจรไดโอตธรรมดา
จากที่กล่าวไปแล้วว่าไดโอตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งไดโอตจะยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลในทิศทางเดียว ถ้าต่อไดโอตกลับทางกระแสไฟฟ้าก็จะไม่สามารถไหลได้ การต่อวงจรไดโอตธรรมดาจะต่อขั้วบวกกับด้านแคโทด



2.)    วงจรไดโอตเปล่งแสง
การต่อวงจรสำหรับไดโอตเปล่งแสงมีลักษณะเช่นเดียวกับการต่อวงจรไดโอตธรรมดาซึ่งโดยทั่วไปไดโอตเปล่งแสงจะทำงานที่ความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า 2 โวลต์ (ความต่างศักย์ขีดเริ่ม) แต่ไม่เกิน 6 โวลต์ เพราะถ้าต่อกับความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า 6 โวลต์จะทำให้ไดโอตเปล่งแสงเสียหาย ดังนั้นในวงจรจะต้องต่อตัวต้านทานไว้ด้วยเพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายของไดโอตเปล่งแสง

วงจรทรานซิสเตอร์
ทรานซิสเตอร์ประกอบไปด้วยขา 3 ขา คือ เบส (base) คอลเล็กเตอร์ (collector) และ อิมิเตอร์ (emitter) ซึ่งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทรานซิสเตอร์ประกอบจะใช้ขาของทรานซิสเตอร์ดังกล่าวความคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขาเบสจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย เนื่องจากจะถูกความคุมโดยตัวต้านไฟฟ้าที่ขาเบส เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดเช่น เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นวีซีดี เป็นต้น จะมีทรานซิสเตอร์ประกอบอยู่ในวงจร ซึ่งทรานซิสเตอร์จะทำหน้าที่เป็นสวิตช์ ปิด-เปิด

อ้างอิง

หนังสือวิทยาศาสตร์ม.๓