วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

สรรพสิทธิคำฉันท์ (บทวิเคราะห์)

สรรพสิทธิคำฉันท์ นิทานซ้อนนิทานของไทย

นิทานซ้อนนิทานเป็นลักษณะการแต่งเรื่องที่พบบ่อยในวรรณคดีสันสกฤตโบราณ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับนิทานเวตาลและหนึ่งพันราตรี รูปแบบการแต่งแบบนิทานซ้อนนิทาน ไม่ได้มีแค่วรรณคดีสันสกฤตเท่านั้นที่ใช้ เรื่องสรรพสิทธิคำฉันท์ของไทยเองก็นำการแต่งนี้มาประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน

การอ่านเรื่องสรรพสิทธิ์นี้ ผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นนิทานที่ค่อนข้างเก่า อาจจะมีวิถีการดำเนินชีวิต หรือบทบาทของชายหญิงที่แตกต่างจากปัจจุบันทำให้เรารู้สึกขัดแย้ง อีกส่วนคือภาษาที่ค่อนข้างเก่า รวมถึงตัวฉันท์ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่อง คำบางคำอาจไม่มีใช้ในปัจจุบันจึงยากแก่การตีความ บางครั้งต้องหยุดคิดเล็กน้อยขณะอ่านเพื่อทำความเข้าใจ

            เรื่องราวของพระสรรพสิทธิเริ่มต้นที่ พระเจ้าอุรุภราชกษัตริย์แห่งเมือง “คิรีพัชร”ทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่งนามว่า นางสุพรรณโสภา ความงามของนางนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ พระเจ้าอุรุภราชเกรงว่านางไม่มีคู่ครองเนื่องจากนางไม่ยอมพูดกับชายใดเลยแม้กระทั่งบิดา พระองค์จึงสร้างข้อตกลงว่า ถ้าใครทำให้นางสุพรรณโสภายอมพูดด้วยได้จะยกนางสุพรรณโสภาให้อภิเษกด้วย แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่เคยมีผู้ใดทำสำเร็จ

พระสรรพสิทธิตัดสินใจเดินทางไปเมืองคิรีพัชรทันทีที่ได้ยินข่าวลือเรื่องรูปโฉมของนางสุพรรณโสภา เมื่อไปถึง พระเจ้าอุศุภราชแห่งกรุงคิรีพัชรก็ต้อนรับพระสรรพสิทธิอย่างแขกเมืองผู้มีเกียรติ ตกดึกพระสรรพสิทธิก็ได้เข้าไปยังเรือนหลวงของนางสุพรรณโสภาโดยพาอำมาตย์คนหนึ่งชื่อ จิตรเสน ติดพระองค์เข้าไปด้วย

            ในยามแรกพระสรรพสิทธิได้ถอดดวงจิตของจิตรเสนไปไว้ในไม้ประทีป พระองค์ได้ทำทีเป็นเล่านิทานให้ดวงจิตของจิตรเสนฟัง และได้ถามปัญหาจากนิทาน เมื่อดวงจิตรของจิตรเสนตอบคำถามผิด นางสุพรรณโสภาอดไม่ได้ที่จะแย้งด้วยคำตอบที่ถูก ทุกครั้งที่เล่านิทานพระสรรพสิทธิจะค่อยๆย้ายดวงจิตไปใกล้นางสุพรรณโสภามากขึ้นเรื่อยๆ จากไม้ประทีปไปขาเตียง ผ้าห่ม และหมอนของนางสุพรรณโสภาตามลำดับ พอถึงรุ่งเช้าพระสรรพสิทธิจึงได้อภิเษกกับนางสุพรรณโสภา

ข่าวการอภิเษกระหว่าพระสรรพสิทธิและนางสุพรรณโสภาแพร่สะพัดไปถึงกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ที่เคยมาสู่ขอนางสุพรรณโสภาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งสามจึงจัดทัพมาล้อมเมืองคิรีพัชรไว้เพื่อหมายจะชิงนาง พระสรรพสิทธิได้ออกไปทำการสู้ศึกจนได้ชัยชนะ  เวลาผ่านไปสองปีพระสรรพสิทธิก็คิดถึงพระมารดาจึงขอพระเจ้ากรุงคิรีพัชรกลับ อลิกนคร พร้อมกับนางสุพรรณโสภา คืนหนึ่งขณะที่พระสรรพสิทธิและนางสุพรรณโสภากำลังพักแรมอยู่ในป่า ได้มียักษ์ตนหนึ่งชื่อ“กาลจักร” ลักพาตัวนางสุพรรณโสภาไปยังเมือง(เขา)กาฬกูฏ ของตน แต่ด้วยอำนาจความซื่อสัตย์ของนางสุพรรณโสภาที่ซื่อตรงต่อพระสรรพสิทธิทำให้กาลจักรไม่สามารถทำอะไรนางได้

            เมื่อพระสรรพสิทธิตื่นขึ้นมาตอนรุ่งเช้าไม่เห็นนางสุพรรณโสภาก็เสียใจเป็นอันมากจึงออกตามหานาง จนกระทั่งรู้ว่านางโดนยักษ์กาลจักรจับตัวไป พระสรรพสิทธิได้ต่อสู้กับกาลจักรและเป็นฝ่ายชนะ จึงพานางสุพรรณโสภากลับถึงเมืองอลิกนครได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงเวลาที่พระสรรพสิทธิได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงรวมเมือง อลิกนครกับคิรีพัชรให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน ทั้งพระสรรพสิทธิและนางสุพรรณโสภาต่างก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            หลังจากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วจะเห็นได้ว่าพระสรรพสิทธิเป็นคนที่ฉลาด ไหวพริบดีเพราะพระองค์รู้จักเลือกวิธีการที่จะทำให้นางสุพรรณโสภาพูดกับตน โดยใช้ดวงจิตของจิตรเสนเป็นสื่อกลาง และด้วยความที่พระสรรพสิทธิรู้ว่านางสุพรรณโสภาเป็นคนฉลาดจึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า เมื่อพระองค์ถามคำถามกับดวงจิตแล้วดวงจิตตอบผิดหรือตอบไม่ตรงใจนาง จึงเป็นธรรมดาที่นางสุพรรณโสภาจะต้องโต้แย้งขึ้นมา (นิสัยคล้ายกับพระวิกรมาทิตย์ในนิทานเวตาล)

            ผู้แต่งได้นำเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่องพระนลมาใช้ตอนที่เกิดสงครามชิงนางเพราะความเจ็บใจของกษัตริย์ที่ไม่สามารถเอาชนะใจนางสุพรรณโสภาได้ พระนลเองก็ไม่ใช่เรื่องเดียวที่แฝงอยู่ในสรรพสิทธิคำฉันท์ รามเกียรติเองก็มีเช่นกัน เห็นได้จากตอนที่ยักษ์กาลจักรได้ลักพาตัวนางสุพรรณโสภาไปไว้ที่เมืองของตนแล้วพระสรรพสิทธิต้องตามไปช่วยนาง อันที่จริงเรื่องราวของพระสรรพสิทธิน่าจะจบได้ตั้งแต่ที่พระสรรพสิทธิได้อภิเษกกับนางสุพรรณโสภาแล้ว แต่ผู้แต่งยังเลือกที่จะยืดเรื่องออกไปโดยใส่โครงเรื่องที่คล้ายกันจากวรรณคดีที่มีอยู่ก่อนแล้วเพื่อเป็นการแสดงความรู้ ความสามารถในการประพันธ์เรื่องของตนให้ดูมีหลักเหตุผลรับรอง

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

Energy Article

Why do we need to conserve energy?
Everyone scare of global warming. Someone said Global warming can be slowed down, and stopped when we conserve energy. But why we need to save energy and how energy is relates to global warming? I will give you the answers in this essay below. So, let’s start now!


First we should know ‘What is energy?’ Energy is the source usable power. We often use energy to create new technology. Energy sources can be divided into two groups, renewable and nonrenewable. Renewable energy sources include; solar energy (from the Sun), wind energy, hydropower energy ( from water) and geothermal energy (from heat inside the earth). Nonrenewable energy source are; fossil fuels — oil, natural gas, and coal. (These sources came from fossil) which stay underground the Earth for millions and millions years. Another kind of nonrenewable energy source is Uranium (element). We use both of energy sources to generate the electricity in our house, office, schools, and factories. Gasoline and Natural gas (most of us use for cooking) are made from nonrenewable energy source.

Credit: http://clilenergies.wikispaces.com/

See? Most of energy comes from natural resources. When we burn these resources it create carbon diovide which generate air pollution. Actually air pollution always bring toxic that not good for our body, it causes cancer. The worst thing that could happen when we burn too much natural resource is “Global Warming”. Energy production is so harmful to the environment. What we can do is save energy for reducing such harm and save our world. This is the first reason why we should conserve the energy. There is a limitation of nonrenewable energy sources. Because one day, the mines will be empty and drilling pipes will be dry out.


If we don’t have energy what will happen? All forms of transportation like cars to airplane use energy. And because of this, I can tell you that energy is a part of civilization. Without transportation, trade is impossible. Also we need energy (Electrical) generate electricity. If we don’t have energy, we will not be able to use electricity. We must be in trouble.

no energy

So, how can we conserve energy? There are many sources on website that give us ideas for what can we do to save energy. Here are a few ideas. Change your travel behavior, use public transportation. If your destination isn’t too far, you may walk or ride a bicycle instead. Adjust your habit, such as turning off lights and electrical appliances when you are not using them. You can also use energy-saving light bulbs.

Credit : google.com

When you save energy you not only save your money but you also reduce the demand of nonrenewable resources such as fossil fuel. What kind of world do we want to leave to our children’s children? If we continue to use energy at our present rate, all oil and natural gas will be gone. How hard life is when world don’t have any energy?

save energy save money



‘Save World…Save Life…’

Credit:Google.com



วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ตำนานไฟล้างโลก คติความเชื่อของพราหมณ์ฮินดู



ตำนานไฟล้างโลก


                  ตำนานการอวสานของโลกมีมากมายหลากหลายรูปแบบ เช่น ตำนานน้ำท่วมโลกของศาสนาคริสต์ การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนโลกแตกออกเป็นสองส่วนจากการคาการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ทางด้านศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็มีความเชื่อเรื่องจุดจบของโลกเช่นกัน


                  การล้างโลกด้วยไฟปรากฏอยู่ในคติความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู เมื่อโลกเต็มไปด้วยคนชั่วไร้คุณธรรม(ตกอยู่ในความเสื่อม) ดวงตาที่สามขององค์พระศิวะ(เทพแห่งการทำลายตามความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู)จะเปิดออกพร้อมกับไปบรรลัยกัลป์ที่เผาโลกจนสูญสิ้น จากนั้นเป็นหน้าที่ของพระพรหมที่สร้างโลกขึ้นมาใหม่


                  ในไตรภูมิพระร่วงและลิลิตองค์การแช่งน้ำมีเรื่องราวการล้างโลกด้วยไฟปรากฏให้เห็นอยู่เช่นกัน กล่าวว่าก่อนจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ไหม้โลกนั้นได้เกิดเหตุประหลาดขึ้นก่อน จากเดิมที่เรามีดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งดวงก็จะเพิ่มขึ้นกลายเป็นเจ็ดดวง แหล่งน้ำทุกชนิดบนโลกเหือดหายเพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ แม้กระทั่งน้ำในมหานทีสีทันดร มหาสมุทรทั้งเจ็ดที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ(เรียงสลับกับเขาสัตบริภัณฑ์)ยังแห้งขอด เหล่าพญาปลาทั้งเจ็ดที่แยกอยู่ในมหานทีสีทันดรตัวละสายพลอยตายไปด้วย เมื่อพญาปลาทั้งเจ็ดตาย น้ำมันในตัวปลาได้ไหลออกมา เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ทั้งเจ็ดดวงสาดลงมากระทบบนตัวปลาไฟบรรลัยกัลป์จึงเกิดขึ้น


                  การแบ่งชั้นภพของไตรภูมิแบ่งออกเป็น กามภูมิ๑๑ รูปภูมิ๑๖ และอรูปภูมิ๔ซึ่งไฟบรรลัยกัลป์นี้จะไหม้ถึงรูปภูมิชั้น๑๑ไหม้กามภูมิ๑๑ชั้นและรูปภูมิ๑๑ชั้น) เหลือรูปภูมิ๕และอรูปูภูมิ๔ไว้  เหล่าเทวดาจากชั้นรูปภูมิที่๑-๕ได้พากันหนีไฟบรรลัยกัลป์ขึ้นมาอยู่ที่ชั้นที่ไม่ไหม้ หลังจากที่ไฟไหม้โลกก็เกิดน้ำท่วมซ้ำอีกครา เวลาผ่านไปน้ำเริ่มแห้งทำให้เกิดแผ่นดินขึ้นมา กลิ่นดิน(บนแผ่นดินใหม่)ได้ส่งกลิ่นอบอวลไปถึงสวรรค์  เทวดาได้กลิ่นดินหอมเลยลงจากสวรรค์เพื่อมากินดิน แต่เมื่อกินแล้วเทวดาก็จะสูญเสียภาวะทิพย์(สภาพการเป็นเทวดา)ไปและกลายเป็นมนุษย์


                  ประเทศไทยเองก็เชื่อเรื่องการล้างโลกด้วยไฟเช่นกัน มีวรรณคดีไทยหลายเรื่องที่นำความเชื่อนี้มาใช้ในการแต่ง เช่น ในนิราศนรินทร์ มีโคลงบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า


           นทีสี่สมุทรม้วย           หมดสาย
ติงมิงค์มังกรผาย                   ผาดส้อน
หยาดเหมพิรุณหาย                เหือดโลก แล้งแม่
ราคะแสนร้อยร้อน                  ฤเถ้าเทียมทน


                  โคลงบทนี้พูดถึงตำนานไปล้างโลกตอนมหานทีสีทันดรเริ่มแห้งและเหล่าพญาปลาทั้งเจ็ดซ่อนตัวจากแสงอาทิตย์ทั้งเจ็ดดวง โลกที่ไม่มีน้ำสักชนิด แต่แม้จะถูกเผาจากแสงอาทิตย์ก็ยังไม่ร้อนเท่าไฟที่เกิดจากความกระหายในรัก



                  ตำนานจุดจบของโลกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค การอวสานโลกด้วยไฟเป็นอีกหนึ่งตำนานความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู(ที่อยู่คู่ไทยมานาน) และในศาสนาพราหมณ์ฮินดู”ไฟ”ถือเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างความชั่วร้ายให้บริสุทธิ์


วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ดวงดาวในเรื่องเจ้าชายน้อย

หนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย วรรณกรรมเยาวชนอมตะ ที่ถูกแปลเป็นภาษาอื่นไปแล้วกว่า 37 ภาษาทั่วโลก  เจ้าชายน้อยแต่งโดย Antoine de Saint-Exupery (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี)



little prince



ผู้ใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ตรรกะ”
วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาศาสตร์ มากกว่าจินตนาการและธรรมชาติ
ผู้ใหญ่ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรเอาเสียเลย เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมากสําหรับเด็กๆ ที่
จะต้องคอยป้อนคําอธิบายแก่พวกเขาอยู่เสมอ...



ผู้ใหญ่มักลืมตัวไปว่าตัวเองก็เคยเป็นเด็ก...
ลืมไปว่าตัวเองเคยมีจินตนาการ...
ลืมไปว่าตัวเองเคยสนใจอะไร...
พวกเขาโดนกฎเกณฑ์ เหตุผล และตัวเลขดึงออกจากโลกแห่งจินตนาการ
ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มองข้ามสิ่งเล็กๆที่มีความสำคัญ



เพราะเมื่อโตขึ้นคนทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้
มีหลายคนที่ต้องซ่อนความเป็นตัวของตัวเองไว้ภายใต้การกระทำที่ดูเป็นผู้ใหญ่


เจ้าชายน้อยเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ทั้งความคิดที่ตรงไปตรงมา คำพูดที่ออกมาจากใจโดยไม่มีการปรุงแต่ง ไม่ว่าคนฟังจะชอบหรือไม่ชอบแต่นั่นก็เป็นความจริง


ไม่มีการสร้างภาพเพื่ออยู่รอดในสังคม


ฉันชอบตอนที่เจ้าชายน้อยพบกับสุนัขจิ้งจอก
สุนัขจิ้งจอกได้สอนเจ้าชายน้อยถึงเรื่องของความสัมพันธ์
เจ้าชายน้อยจึงเข้าใจว่า



ชีวิตต้องการความรัก

และความรักนั้นก็เป็นเรื่องของหัวใจ

เป็นเรื่องของความรู้สึกรับผิดชอบ

ต่อสิ่งที่ตนรักนั่นเอง








วรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อยมีความพิเศษ
เพราะเมื่อเราอ่านแต่ละครั้งการตีความหมายก็จะเปลี่ยนไป และจะเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาเสมอ



เจ้าชายน้อยต้องออกเดินทางจากดาว B612 เพียงเพื่อดอกกุหลาบดอกเดียวของตนเท่านั้น

เจ้าชายน้อยได้เดินทางไปพบกับผู้คนในดวงดาวต่างๆ 6  ดวงด้วยกันซึ่งนั่นทำให้เจ้าชายน้อยได้พบกับคนหลากหลายประเภท ก่อนที่จะมายังดาวโลกซึ่งเป็นดาวดวงที่เจ็ด



ดาวทั้งหกที่เจ้าชายน้อยได้ไปพบมานั้น แต่ละดาวบ่งบอกถึงคนแต่ละประเภทที่มีอยู่บนโลก
เอาละเรามาดูกันเถอะว่ามีดาวอะไรบ้าง

ดาวดวงที่หนึ่ง
ดาวของพระราชา
พระราชาที่ใส่ ฉลองพระองค์ด้วยผ้าขนสัตว์สีแดงเข้ม บนบัลลังก์ธรรมดาๆ
           
ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่มีอำนาจ และใช้อำนาจในการให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ


ดาวของพระราชา
ดาวดวงที่สอง
ดาวของคนหลงตัวเอง
เขามักจะคิดว่าคนอื่นชื่นชมนับถือเขาทั้งสิ้น

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่ถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น และหลงระเริงไปกับคำชม


ดาวของคนหลงตัวเอง


ดาวดวงที่สาม
ดาวของชายขี้เมา
มีชายขี้เมาที่จมอยู่ในความเงียบหน้าขวดเหล้ากองโต ทั้งที่มีเหล้าเต็มและที่เป็นขวดเปล่าๆ

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่ไม่ทำงานทำการ ได้แต่นั่งรอโอกาสมากกว่าที่จะหาโอกาส

ดาวของชายขี้เมา


ดาวดวงที่สี่
ดาวของนักธุรกิจ
            ชายคนนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเงยหน้ามองเจ้าชายน้อย

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนเอาจริงเอาจัง ทำงานเพื่อแลกกับความสะดวงสบายในชีวิต

ดาวของนักธุรกิจ


ดาวดวงที่ห้า
ดาวของคนจุดโคมไฟ
            ดาวดวงนี้เป็นดาวที่แปลกมาก มีเนื้อที่เล็กนิดเดียว และมีที่ว่างเฉพาะสําหรับโคมไฟกับคนจุดโคมเท่านั้น

ดาวดวงนี้แสดงให้เห็นถึงบุคคลที่เห็นแก่คนอื่นมากกว่าตนเอง แต่ถูกละเลยหรือมองข้าม


ดาวของคนจุดโคมไฟ

ดาวดวงที่หก
ดาวของนักภูมิศาสตร์
ดาวดวงนี้ใหญ่กว่าดวงก่อนถึงสิบเท่า ชายชราคนหนึ่งกําลังเขียนหนังสือเล่มมหึมา

ดาวดวงนี้แสดงถึงบุคคลที่ใฝ่หาความมั่นคงในชีวิต
 ไม่สนใจสิ่งสวยงามที่ไม่จีรัง แต่ใฝ่หาสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืน

ดาวของนักภูมิศาสตร์




นี่คือประโยคอมตะในเรื่องเจ้าชายน้อย

“ Here is my secret.

It is very simple:

It is only with the heart that one can see rightly;

what is essential is invisible to the eye. ”



“ลาก่อน และนี่คือความลับของฉัน มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ..เราจะเห็นอะไรได้เพียงด้วยหัวใจ

เท่านั้น สิ่งสําคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา