วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ดวงดาวในเรื่องเจ้าชายน้อย

หนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย วรรณกรรมเยาวชนอมตะ ที่ถูกแปลเป็นภาษาอื่นไปแล้วกว่า 37 ภาษาทั่วโลก  เจ้าชายน้อยแต่งโดย Antoine de Saint-Exupery (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี)



little prince



ผู้ใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ตรรกะ”
วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาศาสตร์ มากกว่าจินตนาการและธรรมชาติ
ผู้ใหญ่ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรเอาเสียเลย เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมากสําหรับเด็กๆ ที่
จะต้องคอยป้อนคําอธิบายแก่พวกเขาอยู่เสมอ...



ผู้ใหญ่มักลืมตัวไปว่าตัวเองก็เคยเป็นเด็ก...
ลืมไปว่าตัวเองเคยมีจินตนาการ...
ลืมไปว่าตัวเองเคยสนใจอะไร...
พวกเขาโดนกฎเกณฑ์ เหตุผล และตัวเลขดึงออกจากโลกแห่งจินตนาการ
ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มองข้ามสิ่งเล็กๆที่มีความสำคัญ



เพราะเมื่อโตขึ้นคนทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้
มีหลายคนที่ต้องซ่อนความเป็นตัวของตัวเองไว้ภายใต้การกระทำที่ดูเป็นผู้ใหญ่


เจ้าชายน้อยเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ทั้งความคิดที่ตรงไปตรงมา คำพูดที่ออกมาจากใจโดยไม่มีการปรุงแต่ง ไม่ว่าคนฟังจะชอบหรือไม่ชอบแต่นั่นก็เป็นความจริง


ไม่มีการสร้างภาพเพื่ออยู่รอดในสังคม


ฉันชอบตอนที่เจ้าชายน้อยพบกับสุนัขจิ้งจอก
สุนัขจิ้งจอกได้สอนเจ้าชายน้อยถึงเรื่องของความสัมพันธ์
เจ้าชายน้อยจึงเข้าใจว่า



ชีวิตต้องการความรัก

และความรักนั้นก็เป็นเรื่องของหัวใจ

เป็นเรื่องของความรู้สึกรับผิดชอบ

ต่อสิ่งที่ตนรักนั่นเอง








วรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อยมีความพิเศษ
เพราะเมื่อเราอ่านแต่ละครั้งการตีความหมายก็จะเปลี่ยนไป และจะเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาเสมอ



เจ้าชายน้อยต้องออกเดินทางจากดาว B612 เพียงเพื่อดอกกุหลาบดอกเดียวของตนเท่านั้น

เจ้าชายน้อยได้เดินทางไปพบกับผู้คนในดวงดาวต่างๆ 6  ดวงด้วยกันซึ่งนั่นทำให้เจ้าชายน้อยได้พบกับคนหลากหลายประเภท ก่อนที่จะมายังดาวโลกซึ่งเป็นดาวดวงที่เจ็ด



ดาวทั้งหกที่เจ้าชายน้อยได้ไปพบมานั้น แต่ละดาวบ่งบอกถึงคนแต่ละประเภทที่มีอยู่บนโลก
เอาละเรามาดูกันเถอะว่ามีดาวอะไรบ้าง

ดาวดวงที่หนึ่ง
ดาวของพระราชา
พระราชาที่ใส่ ฉลองพระองค์ด้วยผ้าขนสัตว์สีแดงเข้ม บนบัลลังก์ธรรมดาๆ
           
ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่มีอำนาจ และใช้อำนาจในการให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ


ดาวของพระราชา
ดาวดวงที่สอง
ดาวของคนหลงตัวเอง
เขามักจะคิดว่าคนอื่นชื่นชมนับถือเขาทั้งสิ้น

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่ถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น และหลงระเริงไปกับคำชม


ดาวของคนหลงตัวเอง


ดาวดวงที่สาม
ดาวของชายขี้เมา
มีชายขี้เมาที่จมอยู่ในความเงียบหน้าขวดเหล้ากองโต ทั้งที่มีเหล้าเต็มและที่เป็นขวดเปล่าๆ

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนที่ไม่ทำงานทำการ ได้แต่นั่งรอโอกาสมากกว่าที่จะหาโอกาส

ดาวของชายขี้เมา


ดาวดวงที่สี่
ดาวของนักธุรกิจ
            ชายคนนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเงยหน้ามองเจ้าชายน้อย

ดาวดวงนี้แสดงถึงคนเอาจริงเอาจัง ทำงานเพื่อแลกกับความสะดวงสบายในชีวิต

ดาวของนักธุรกิจ


ดาวดวงที่ห้า
ดาวของคนจุดโคมไฟ
            ดาวดวงนี้เป็นดาวที่แปลกมาก มีเนื้อที่เล็กนิดเดียว และมีที่ว่างเฉพาะสําหรับโคมไฟกับคนจุดโคมเท่านั้น

ดาวดวงนี้แสดงให้เห็นถึงบุคคลที่เห็นแก่คนอื่นมากกว่าตนเอง แต่ถูกละเลยหรือมองข้าม


ดาวของคนจุดโคมไฟ

ดาวดวงที่หก
ดาวของนักภูมิศาสตร์
ดาวดวงนี้ใหญ่กว่าดวงก่อนถึงสิบเท่า ชายชราคนหนึ่งกําลังเขียนหนังสือเล่มมหึมา

ดาวดวงนี้แสดงถึงบุคคลที่ใฝ่หาความมั่นคงในชีวิต
 ไม่สนใจสิ่งสวยงามที่ไม่จีรัง แต่ใฝ่หาสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืน

ดาวของนักภูมิศาสตร์




นี่คือประโยคอมตะในเรื่องเจ้าชายน้อย

“ Here is my secret.

It is very simple:

It is only with the heart that one can see rightly;

what is essential is invisible to the eye. ”



“ลาก่อน และนี่คือความลับของฉัน มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ..เราจะเห็นอะไรได้เพียงด้วยหัวใจ

เท่านั้น สิ่งสําคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความทรงจำในคืนวันเพ็ญ...เงาไม้


ขอบคุณเพลง เงาไม้ จากวงไหมไทยนะคะ ที่ให้ไอเดียในการแต่งนิยายเรื่องนี้ค่ะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ...

...คืนนี้จึงเป็นคืนที่”กอหญ้า”โปรดปรานที่สุด


แสงจันทร์วันนี้นวลคล้ายชวนให้น้องเที่ยว


“ต้นแก้ว...พี่อยากออกไปชมจันทร์จัง” เสียงใสของกอหญ้าเอ่ยปากถามน้องสาวเพียงคนเดียวของตนที่กำลังนั่งสานปลาตะเพียนอยู่ที่ริมตลิ่ง

“แก้วจะไปกับพี่ไหม”

“พี่จะพายเรือออกไปหรือ”

“ก็คงอย่างงั้นแหละ” บทสรุปของบทสนทนาระหว่างพี่น้องจบลงด้วยการพายเรือออกไปชมจันทร์ที่ศาลากลางน้ำ


ฟ้าสีเข้มที่ไร้เมฆหมอกบดบัง ขับจันทร์ให้โดดเด่นกว่าเคย....


จะให้เหลียวไปแห่งไหน


“พี่กอหญ้าดูปลาตัวนี้สิ”

“นี่ๆตรงนั้นด้วย”

“โห! ทำไมที่นี้ดาวเยอะจังละคะ เยอะกว่าริมตลิ่งที่บ้านเราอีก”

ผู้เป็นพี่ทำได้เพียงยิ้มออกมาน้อยๆกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของต้นแก้ว...ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้นแก้วจะพูดพรรณนาถึงความสวยงามตลอดทาง...เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ต้นแก้วมาที่นี่

“พี่กอหญ้า ดูในน้ำสิเห็นเงาอะไรรึเปล่า” คิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อยกับคำถามที่ถูกส่งมาอย่างกะทันหัน และใช้ดวงตาคู่สวยมองไปยังที่ๆน้องสาวตนชี้


ชลใสดูในน้ำเงาดำนั้นเงาใด

อ๋อไม้ริมฝั่งชล...


“อ๋อ...ต้นไม้ริมน้ำนะ...” กอหญ้ายิ้มแล้วพูดต่อ ”สวยใช่ไหมละ”

“อื้อ! สวยมากๆเลยละ”

“ทั้งต้นไม้ ทั้งฝูงปลา ทั้งพระจันทร์ ทุกอย่างสวยไปหมด ต้นแก้วชอบที่สุดเลย”

“พี่ก็ชอบเหมือนกันจะ”  พูดจบกอหญ้าก็จอดเรือไว้ใต้เงาต้นไม้ต้นนั้น

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ดวงจันทร์ยิ่งลอยเด่นฟ้า สายลมอ่อนของราตรีพัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าอย่างอ่อนโยน กอหญ้าแลเห็นประกายความสุขในดวงตาของน้องสาว มันเป็นความสุขที่ออกมาจากใจจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง กอหญ้ารู้สึกเช่นนั้น

สวยแจ่ม แสง เดือน

หมู่ปลาเกลื่อนดูเป็นทิว

หรรษ์รมย์...ลมริ้ว

จอดเรืออาศัยเงาไม้ฝั่งชล


และคืนนี้จะเป็นคืนที่สองพี่น้องจะจดจำไว้ไปอีกนานแสนนาน...

         


“พอถึงคืนวันเพ็ญ...สัญญาว่าจะออกมาชมจันทร์ด้วยกัน”

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"The Library ห้องสมุดแห่งรัก" หนังดีๆที่ทุกคนควรดู


วันนี้ จขบ.มีหนังสั้นดีๆมานำเสนอค่ะ ชื่อเรื่องว่า “The Library ห้องสมุดแห่งรัก”
อยากให้ทุกคนสละเวลาสัก 30 นาทีเพื่อดูหนังเรื่องนี้จนจบ
          บางที...เมื่อดูจบแล้วคำว่า “เดี๋ยวก่อน” หรือ “รอก่อน” ที่ออกมาจากปากของคุณ...อาจจะน้อยลงก็ได้




“ถ้าหากวันนั้น...พวกเราได้คุยกันละก็”
           
            “สิ่งเล็กๆที่เราทำ อาจช่วยเปลี่ยนโลกใบนี้” มัลลอยด์ยิ้มและพูดต่อว่า “อาจจะไม่มีใครรู้จนกระทั่งเราตายไปแล้วร้อยปี เราอาจจะไม่มีวันเห็นมันเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราสร้างไว้จะคงอยู่ตลอดไป” ข้อความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ “From Here to Eternity” และถูกนำเสนอผ่านหนังสั้นเรื่อง “The Library ห้องสมุดแห่งรัก” แต่จะสื่อออกมาในรูปแบบไหน จะเป็นแบบเดียวกับที่เราเข้าใจรึเปล่า? ก็ต้องติดตามชมกันต่อไป



            เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ที่ “จิม” ได้พบกับ”แอน” บรรณารักษ์สาวของห้องสมุดแห่งนี้ ทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น แต่เพราะกฎของห้องสมุดที่ว่า ห้ามใช้เสียง เลยทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถพูดคุยกันได้ ดังนั้นจิมเลยใช้วิธีสื่อสารกับแอนโดยการเขียนข้อความไว้หลังใบยืมจากหนังสือที่เขายืมไป แต่โชคร้ายที่แอนไม่เคยสังเกตเห็นมันเลย เวลาล่วงเลยไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆของทั้งคู่ถูกเก็บไว้ที่ก้นบึ้งของหัวใจ ฉากสำคัญของเรื่องเริ่มที่ว่า แอนได้รับรู้ถึงความจริงที่ว่าจิมได้จากไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ และเธอได้พบข้อความของจิมที่เขียนถึงเธอในหนังสือทุกเล่มที่เขายืม...ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย แอนพลาดโอกาสที่จะบอกความในใจของตัวเองออกไป ในตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่กับแอนมีเพียงความรู้สึกในใจของเธอ และกระดาษโน้ตของคนที่เธอรัก เธอได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ “โอกาส” เธอสูญเสียโอกาสที่จะบอกความรู้สึกนั้นออกไป



            หนังสั้นเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพระเอกกับนางเอกที่ต้องหาวิธีการสื่อสารกันโดยไม่ใช้คำพูด เพราะมี“กฎห้ามใช้เสียงของห้องสมุด” เป็นอุปสรรค และนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้หนังสั้นเรื่องนี้มีความต่างจากหนังสั้นเรื่องอื่นๆ
ข้อความของจิมฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงแอน

            การดำเนินเรื่องของ “ The Library” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เหมือนจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งคู่ได้เติบโตผ่านการเรียนรู้ความผิดหวังจากความรักและได้เรียนรู้ว่าบางครั้งบทสรุปของความรักอาจไม่ได้ลงเอยด้วยความสุขเหมือนในเทพนิยาย หากแต่เป็นจุดจบอันน่าเศร้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

            มีคนมากมายที่ผิดหวังและต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แค่เพียงเพราะ รอ รอจนสูญเสียโอกาสสำคัญ ที่ทั้งชีวิตอาจไม่ได้รับอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งประเด็นนี้ “The Library” ได้สื่อถึงคนดูได้อย่างชัดเจนและสมบูรณ์แบบ ผ่าน จิม และ แอน ที่เติบโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งช่วงเวลาของความสุขและความเศร้าต่างผสมผสานกันได้ย่างลงตัว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับช่วงเวลาที่มาพร้อมกับโอกาส


จบแล้วค่ะในเอนทรี่นี้
แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้านะคะทุกคน


...เกล้าแกละ...

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทัศนคติที่ดีในการทำงาน


สวัสดีค่ะทุกท่าน

หลังจากที่หายหน้าหายตามานาน วันนี้ก็กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ

วันก่อนได้มีโอกาสไปนั่งดูการทำงานของนักจิตวิทยามา(แล้วแอบจดเล็กเชอร์เรื่องดีๆมาเลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ)

เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติที่ดีในการทำงาน แต่ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงคลื่นพลังงานกันก่อน

            คลื่นพลังงานคืออะไร?

คลื่นพลังงานอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยมี”อิเล็กตรอน”เคลื่อนที่ไปในลักษณะของคลื่น ในตัวคนเราก็มีนะคลื่นนี้อ่ะ

มีการค้นพบอันหนึ่ง(ที่น่าสนใจมาก) เกี่ยวกับโมลิกุลของน้ำ (นอกเรื่องแปป)

การทดลองชิ้นแรก

ทำโดยการส่งคนไปยังสถานที่ต่างๆแล้วเก็บตัวอย่างน้ำจากแต่ละที่มา แล้วนำกลับมาตรวจ ผลปรากฏว่า น้ำที่เก็บมาจากแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มีการเรียงตัวของโมลิกุลเป็นผลึกสวย ต่างจากสถานที่ที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์


การทดลองชิ้นที่สอง

ทดลองโดยนำน้ำสะอาดที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง(ลักษณะของโมลิกุลก็เหมือนกัน) เทใส่ในแก้วสองแก้วโดยที่แก้วใบหนึ่งมีคำที่ไม่สุภาพ(คำหยาบ)เขียนเอาไว้อยู่ แต่อีกใบมีคำหวานเขียนเอาไว้ ทิ้งให้ผ่านไปสักพักแล้วแล้วมาตรวจใหม่ พบว่าแก้วที่มีคำหวานเขียนไว้อยู่มีการเรียงตัวของโมลิกุลเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม แต่ในแก้วที่เต็มไปด้วยคำไม่สุภาพพบว่าโมลิกุลเรียงตัวกับอย่างระเกะระกะไม่สวยงามเหมือนอีกแก้ว

โมเลกุลของน้ำ
การทดลองชิ้นที่สาม

            ทดลองโดยการเทน้ำจากเหยือกเดียวกันให้แต่ละคน(ที่ถือแก้วไว้ประมาณสิบกว่าคน) ให้ทุกคนถือไว้ก่อนแล้วคิดถึงอะไรก็ได้จากนั้นก็ในลองชิมน้ำในแก้วตัวเอง สิ่งที่พบก็คือรสชาติน้ำของแต่ละคนที่กินไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าน้ำมีรสหวาน บางคนบอกว่าน้ำมีรสเค็ม (คนที่ชิมแล้วน้ำมีรสเค็มเขาบอกว่าเขานึกถึงทะเล)


ถ้าถามว่า คุณคิดว่าคนที่ทำอาหารแล้วหน้าบึ้ง
            กับคนที่ทำอาหารแล้วยิ้มแย้ม
                        อาหารของใครจะอร่อยกว่ากัน?
                                    ตอบเอาเองค่ะ

บางคนถามว่านิยามของคำว่าทัศนคติคืออะไร?
          ทัศนะ แปลว่า มุมมอง ความเห็น หรือแนวคิด
            คติ แปลว่า แบบอย่าง วิถี วิธี หรือแนวทาง
ถ้าแปลตรงตัวเลยก็คือ “วิธีมอง”

จี เมอร์ฟี , แอล เมอร์ฟี และ ที นิวคอมบ์ (G. Murphy , L. Murphy and T. Newcomb , 1973 : 887) ให้ความหมายของคำว่า ทัศนคติ หมายถึง ความชอบ หรือไม่ชอบ พึงใจ หรือไม่พึงใจที่บุคคลแสดงออกมาต่อสิ่งต่าง ๆ

สรุปได้ว่า ทัศนคติ เป็นความรู้สึกและความเชื่อหรือการรู้ของบุคคลต่อสิ่งหนึ่งใน หรือประเมินค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทางบวกหรือลบ และทำให้บุคคลเกิดแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมโต้ตอบในทางใดทางหนึ่ง ต่อสิ่งนั้น หรือเป้าหมายทัศนคตินั้น



ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีในการทำงานจะส่งผลอย่างไรบ้าง

ทำให้เราทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความสุขใจ โดยการมีอารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส่ มองโลกในแง่บวก ไม่จมอยู่กับข้อผิดพลาดหรือการโทษตัวเอง จะทำให้เรามีสุขภาพจิตดี และทำงานอย่างมีความสุข ตลอดจนสร้างคุณค่าทางด้านความรู้สึกให้กับตนเอง มีกำลังใจในการทำงานโดยการไม่ต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ตลอดจนตอบสนองความต้องการความสำเร็จได้ 


แล้วทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงานละ?

            มันจะตรงข้ามกับทัศนคติที่ดีโดยสิ้นเชิง ทัศนคติที่ไม่ดีมันเกิดจากการที่เรามีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด มองโลกในแง่ลบ ไม่มีความพอใจในการทำงานเนื่องจาก ขี้เกียจ เบื่อ ยาก เหนื่อย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่ไม่ดีในการทำงาน ถ้าเรามีมันเยอะๆเข้าจะส่งผลทำให้เราเกิดความไม่พอใจในงานที่เราทำ จนกลายเป็นความขัดแย้งกับงาน เกิดความผิดหวัง ท้อถอย และห่างเหิน จากงานในที่สุด

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วอยากทำงานให้มีความสุข
            ก็เริ่มต้นจากเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองให้กลายเป็นทัศนคติที่ดี แล้วเราจะมีกำลังใจในการทำงานอีกเยอะเลย



เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ
(อาจจะนานนิดนึงเพราะจขบ.ต้องไปจีนหนึ่งเดือนค่ะ ถ้ากลับมาจะรีบอัพเลยนะคะ)

ครั้งหน้าเราจะมาพบกันอีกครั้งกับวิธีจัดการกับความขี้เกียจกันนะเจ้าคะ
สุดท้าย

ขอโทษที่ห่างหายกันไปนานค่ะ

อ้างอิง
http://www.novabizz.com/NovaAce/Manage/satisfaction.htm

http://www.novabizz.com/NovaAce/Attitude.htm